ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว : ชีละ
ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว : ชีละ

ศิลปะการป้องกันตัวแบบไทย : ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว : ชีละ

โดย ThaiVerse การดู 31 ครั้ง0 แชร์
ศิลปะการป้องกันตัวแบบไทย

ข้อมูลทั่วไปของเทศกาล

“ซีละ” เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวเก่าแก่ที่สุดชนิดหนึ่งที่เล่นกันแพร่หลายทั่วไปในจังหวัดทางภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดที่อยู่ใกล้ชายแดนทางภาคใต้ เช่น จังหวัดสตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาสและสงขลา เป็นต้น ซีละมีชื่อเรียกแตกต่างกันตามความนิยมของท้องถิ่น เช่น เรียกว่า สิหลาดบือซีละ ซซีละ ดีกาหรือบือดีกา หรือ ศีลัท ก็มี ในพจนานุกรมภาษาถิ่นใต้ให้ความหมายคำว่า ซีละ ว่า “หมายถึง การรำต่อสู้ด้วยมือเปล่าแบบหนึ่งของชาวมาลายู คล้ายมวย” เล่ากันว่า ซีละ มีกำเนิดขึ้นที่เมืองเมกะในอาหรับสมัยก่อนเมื่อประมาณ ๔๐๐ ปีล่วงมาแล้ว โดยชาวอาหรับชื่อ ไซลินาอุเล็น ซึ่งเป็นทหารเอกของนาปีมหะหมัด ศาสดาศาสนาอิสลามเป็นผู้ค้นคิดท่าทางการต่อสู้ด้วยมือเปล่าขึ้นเพื่อไว้ใช้ในการสงคราม ต่อมาจึงมีการใช้ควบคู่กับอาวุธ เช่น กริชและกระบี่ เมื่อวิทยาการด้านอาวุธยุทโธปกรณ์เจริญก้าวหน้ามากขึ้น ความสำคัญของวิชาซีละในการทำศึกสงครามจึงลดน้อยลง กลายเป็นกีฬาที่เล่นกันเพื่อเป็นการออกกำลังกาย และฝึกไว้สำหรับป้องกันตัวในยามมีอันตรายหรือเหตุการณ์คับขันเกิดขึ้น การเล่นซีละได้แพร่หลายเข้ามายังชวาและแหลมมลายู เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามเหมือนกัน สันนิษฐานว่าชาวมุสลิมจากประเทศอาหรับคงจะเป็นผู้นำเข้ามาเผยแพร่และได้แพร่หลายมายังประเทศไทยทางภาคใต้ของประเทศในเวลาต่อมา จากหลักฐานพบว่าอย่างน้อยที่สุดมีการเล่นซีละกันแล้ว ใน พ.ศ. ๒๔๗๐ ในงานฉลองโรงเรียนประชาบาลของตำบลสงคอใต้ อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี กีฬาซีละเป็นกีฬาที่เล่นกันในหมู่ชาวไทยมุสลิมทั้งชายและหญิง มักจัดให้มีการเล่นกันในงานเข้าสุนัต งานแต่งงาน เทศกาลต่าง ๆ รวมทั้งงานพิธีการต่าง ๆ เช่น พิธีต้อนรับแขกผู้ใหญ่ ซีละ มี ๒ ประเภท คือ ประเภทใช้อาวุธ คือ กริช และไม่ใช้อาวุธ คือ การต่อสู้ด้วยมือเปล่า ที่นิยมเล่นกันมากคือประเภทไม่ใช้อาวุธ ในปัจจุบันยังมีการเล่นซีละโดยทั่วไป

วิธีเล่น ก่อนการเล่นจะมีนักดนตรีบรรเลงดนตรีประโคมเรียกความสนใจจากคนดู ผู้เล่นทั้ง ๒ คน จะแต่งกายโดยสวมเสื้อคอกลมหรือคอตั้ง นุ่งกางเกงขายาว แล้วสวมเสื้อโสร่งทับกางเกง มีผ้าลือปักหรือเข็มขัดคาดเอว โพกศีรษะ สีสันอาจแตกต่างกันตามความนิยม เมื่อแต่งกายเรียบร้อยแล้วจะไปยืนอยู่คนละฝั่งของสนามแล้วเดินเข้ามาทำความเคารพซึ่งกันและกัน เรียกว่า สลามมัด คือ ต่างฝ่ายต่างสัมผัสมือกันแล้วมาแตะที่หน้าผาก

ก่อนการเล่นจะมีพิธีไหว้ครู โดยผู้เล่นจะผลัดกันร่ายรำตามรูปแบบที่ได้รํ่าเรียนมาคนละครั้ง ขณะร่ายรำไหว้ครู ผู้เล่นจะว่าคาถาประกอบด้วย เป็นภาษาอาหรับเพื่อขอพร ๔ ประการ คือ ขอให้ปลอดภัยจากคู่ต่อสู้ขออโหสิให้คู่ต่อสู้ ขอให้เพื่อนบ้านรัก และขอให้ผู้ชมสนใจ ขณะร่ายรำไหว้ครูอยู่นั้นดนตรีก็จะบรรเลงประกอบไปด้วย

เมื่อไหว้ครูจบลงแล้ว ดนตรีจะบรรเลงในจังหวะเร้าใจ ทั้งคู่ก็จะเดินเข้าต่อสู้กัน โดยการใช้มือตีฟาดฟัน ผลัก หรือ แทง ใช้เท้าเตะ หรือปัด จับกันดึงดันหาโอกาสทุ่มหรือผลักให้ฝ่ายตรงข้ามล้มลงหรือปลํ้ากอดรัดให้แก้ไม่ออก การเล่นจะต้องผลัดกันเป็นฝ่ายรุกและฝ่ายรับคนละ ๔ ครั้ง โดยผู้เล่นคนหนึ่ง เป็นฝ่ายรุก ๔ ครั้ง อีกคนหนึ่งเป็นฝ่ายรับ ๔ ครั้ง แล้วผลัดกันเป็นฝ่ายรุกและฝ่ายรับให้ครบจำนวนทั้งรุกและรับคนละ ๔ ครั้งการเป็นฝ่ายรุกจะต้องแสดงท่ารุกต่าง ๆ ให้ฝ่ายตรงข้ามแพ้ ขณะเดียวกันผู้เป็นฝ่ายรับก็จะปิดป้องหรือป้องกันมิให้ฝ่ายรุกกระทำถูกร่างกายตนได้โดยง่าย ในปัจจุบันนิยมเล่นแข่งขันเป็นยก ๆ โดยการกำหนดเวลาแต่ละยกและกำหนดจำนวนยกที่จะแข่งขันกันไว้ก่อน

การตัดสินผลแพ้ชนะให้ตัดสินดังนี้

๑. ฝ่ายใดล้มมากกว่า ฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายแพ้

๒. ฝ่ายใดถูกปลํ้าจับจนแก้ไขไม่ได้ ถือเป็นฝ่ายแพ้

๓. ฝ่ายใดสู้ไม่ได้ขอยอมแพ้ ถือเป็นฝ่ายแพ้ โดยมีกติกา คือ ห้ามแทงตา บีบคอ หรือต่อยแบบมวยคือ ใช้สันหมัดต่อย ห้ามใช้เข่ากระแทก ห้ามเตะตัดขาส่วนล่าง

การเล่นซีละ เป็นลักษณะของการแสดงความสามารถเฉพาะตัว ตั้งแต่การรำ การต่อสู้ป้องกันตัว ส่งเสริมความกล้าในการแสดงออก การตัดสินใจและความเชื่อมั่นในตัวเองในการต่อสู้และป้องกันตัวเอง ฝึกให้มีความอดทนต่อความเจ็บปวดและความเหน็ดเหนื่อยในการเล่น ผู้เล่นจะต้องใช้ความสามารถใช้ความคิดวางแผนในการต่อสู้ป้องกันตัวและการแก้ไขปัญหาตามสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น เกิดการเรียนรู้ในการหลบหลีกป้องกันตัวในลักษณะต่าง ๆ

ซีละ ได้รับการขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๖
แชร์เนื้อหา: