
เทศกาลถือศีลกินเจ ณ โรงเจเข่งซิ่วตั๊ว ต.ท่าเรือ อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี จัดขึ้นตรงกับช่วงเทศกาลกินเจของทุกปี เพื่อร่วมสืบสานประเพณีการกินเจของชาวบ้านในพื้นที่ตลาดท่าเรือ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายจีน ที่มีมายาวนานกว่าร้อยปีให้คงอยู่สืบไป โดยชาวบ้านมีความเชื่อว่าการได้ปฏิบัติตนถือศีลกินผักในช่วงเทศกาลกินเจ จะช่วยลดการเบียดเบียนชีวิตสัตว์ ทำให้ผู้ปฏิบัติได้รับบุญกุศลเพิ่มความเป็นสิริมงคลให้ชีวิต การกินเจทำให้เกิดเมตตาจิต มีความสงบ อารมณ์ ไม่ฉุนเฉียว ทำให้มีสติมั่นคง เนื่องจากมีสำนึกในการละเว้นบาปจากการกินเนื้อสัตว์ มีประโยชน์ทางด้านสุขภาพ เนื่องจากการกินเจจะเน้นอาหารที่ประกอบด้วยผัก ทำให้ร่างกายขับของเสียออกมา ไม่มีสารพิษตกค้าง เพราะกากใยในพืชผักช่วยระบบการย่อยและระบบขับถ่าย โรงเจเข่งซิ่วตั้ว สันนิษฐานว่าน่าจะมีการก่อสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 และเป็นที่ประดิษฐานร่างอาจารย์โหพัฒน์ ผู้เป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านละแวกท่าเรือ โรงเจเข่งซิ่วตั้วพร้อมด้วย 19 ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองท่าเรือพระแท่นได้ร่วมกันจัดกิจกรรมอย่างยิ่งใหญ่ รวมถึงกิจกรรมศิลปะร่วมสมัย "สตรีทอาร์ต" และร้านค้าอาหารเจหลากหลายชนิด
วัน เวลา และสถานที่
เทศกาลถือศีลกินเจจัดขึ้น ณ โรงเจเข่งซิ่วตั๊ว ต.ท่าเรือ อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ตรงกับช่วงเทศกาลกินเจของทุกปี ซึ่งโดยทั่วไปจะจัดขึ้นเป็นเวลา 9-10 วัน ในช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี (สำหรับปี 2567 ตรงกับวันที่ 2-11 ตุลาคม)
รูปแบบและกิจกรรมภายในงาน
กิจกรรมในงานเทศกาลถือศีลกินเจ ณ โรงเจเข่งซิ่วตั๊ว มีทั้งพิธีกรรมทางศาสนาที่สืบทอดกันมาแต่เดิม กิจกรรมเพื่อชุมชน และกิจกรรมที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ รวมถึงการจัดโรงทานอาหารเจฟรี และการจำหน่ายอาหารเจหลากหลายชนิด
เอกลักษณ์และจุดเด่น
โรงเจเข่งซิ่วตั๊ว สันนิษฐานว่าก่อสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการบริหารจัดการโดยคณะกรรมการท้องถิ่นและผู้แทนภาครัฐที่แต่งตั้งโดยผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ปัจจุบันกำลังดำเนินการสร้างพระวิหารเรือมังกรหลังใหม่คาดว่าจะแล้วเสร็จไม่เกินสิ้นปี 2566 และเป็นศูนย์กลางสำคัญของชุมชนในการจัดเทศกาลกินเจร่วมกับ 19 ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองท่าเรือพระแท่น ที่สำคัญ โรงเจแห่งนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานร่างของอาจารย์โหพัฒน์ ผู้เป็นที่เคารพสักการะอย่างสูงของชาวบ้านละแวกท่าเรือ ซึ่งเปรียบเสมือน "เทพเจ้า" ของคนท่าเรือ เนื่องจากท่านเคยเป็นที่พึ่งทางใจและช่วยปัดเป่าทุกข์ให้ชาวบ้านในอดีต ร่างของท่านไม่เน่าเปื่อยหลังมรณภาพในปี พ.ศ.2493 จึงได้ถูกนำมาประดิษฐานเพื่อให้ลูกหลานได้สักการะสืบไป
เทศกาลถือศีลกินเจ ณ โรงเจเข่งซิ่วตั๊ว ต.ท่าเรือ อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี จัดขึ้นตรงกับช่วงเทศกาลกินเจของทุกปี เพื่อร่วมสืบสานประเพณีการกินเจของชาวบ้านในพื้นที่ตลาดท่าเรือ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายจีน ที่มีมายาวนานกว่าร้อยปีให้คงอยู่สืบไป โดยชาวบ้านมีความเชื่อว่าการได้ปฏิบัติตนถือศีลกินผักในช่วงเทศกาลกินเจ จะช่วยลดการเบียดเบียนชีวิตสัตว์ ทำให้ผู้ปฏิบัติได้รับบุญกุศลเพิ่มความเป็นสิริมงคลให้ชีวิต การกินเจทำให้เกิดเมตตาจิต มีความสงบ อารมณ์ ไม่ฉุนเฉียว ทำให้มีสติมั่นคง เนื่องจากมีสำนึกในการละเว้นบาปจากการกินเนื้อสัตว์ มีประโยชน์ทางด้านสุขภาพ เนื่องจากการกินเจจะเน้นอาหารที่ประกอบด้วยผัก ทำให้ร่างกายขับของเสียออกมา ไม่มีสารพิษตกค้าง เพราะกากใยในพืชผักช่วยระบบการย่อยและระบบขับถ่าย โรงเจเข่งซิ่วตั้ว สันนิษฐานว่าน่าจะมีการก่อสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 และเป็นที่ประดิษฐานร่างอาจารย์โหพัฒน์ ผู้เป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านละแวกท่าเรือ โรงเจเข่งซิ่วตั้วพร้อมด้วย 19 ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองท่าเรือพระแท่นได้ร่วมกันจัดกิจกรรมอย่างยิ่งใหญ่ รวมถึงกิจกรรมศิลปะร่วมสมัย "สตรีทอาร์ต" และร้านค้าอาหารเจหลากหลายชนิด
วัน เวลา และสถานที่
เทศกาลถือศีลกินเจจัดขึ้น ณ โรงเจเข่งซิ่วตั๊ว ต.ท่าเรือ อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ตรงกับช่วงเทศกาลกินเจของทุกปี ซึ่งโดยทั่วไปจะจัดขึ้นเป็นเวลา 9-10 วัน ในช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี (สำหรับปี 2567 ตรงกับวันที่ 2-11 ตุลาคม)
รูปแบบและกิจกรรมภายในงาน
กิจกรรมในงานเทศกาลถือศีลกินเจ ณ โรงเจเข่งซิ่วตั๊ว มีทั้งพิธีกรรมทางศาสนาที่สืบทอดกันมาแต่เดิม กิจกรรมเพื่อชุมชน และกิจกรรมที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ รวมถึงการจัดโรงทานอาหารเจฟรี และการจำหน่ายอาหารเจหลากหลายชนิด
เอกลักษณ์และจุดเด่น
โรงเจเข่งซิ่วตั๊ว สันนิษฐานว่าก่อสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการบริหารจัดการโดยคณะกรรมการท้องถิ่นและผู้แทนภาครัฐที่แต่งตั้งโดยผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ปัจจุบันกำลังดำเนินการสร้างพระวิหารเรือมังกรหลังใหม่คาดว่าจะแล้วเสร็จไม่เกินสิ้นปี 2566 และเป็นศูนย์กลางสำคัญของชุมชนในการจัดเทศกาลกินเจร่วมกับ 19 ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองท่าเรือพระแท่น ที่สำคัญ โรงเจแห่งนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานร่างของอาจารย์โหพัฒน์ ผู้เป็นที่เคารพสักการะอย่างสูงของชาวบ้านละแวกท่าเรือ ซึ่งเปรียบเสมือน "เทพเจ้า" ของคนท่าเรือ เนื่องจากท่านเคยเป็นที่พึ่งทางใจและช่วยปัดเป่าทุกข์ให้ชาวบ้านในอดีต ร่างของท่านไม่เน่าเปื่อยหลังมรณภาพในปี พ.ศ.2493 จึงได้ถูกนำมาประดิษฐานเพื่อให้ลูกหลานได้สักการะสืบไป