
การรำหางนกยูง
การรำหางนกยูงเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของจังหวัดสกลนครที่มีประวัติยาวนานกว่า 100 ปี เดิมใช้สำหรับรำบวงสรวงและสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในหนองหาร เพื่อขอพรให้เกิดชัยชนะและความแคล้วคลาดจากภยันตรายในการแข่งขันเรือยาว โดยเฉพาะในงานประเพณีออกพรรษาและแห่ปราสาทผึ้ง
ความเป็นมา
การรำหางนกยูงเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของจังหวัดสกลนครที่มีประวัติยาวนานกว่า 100 ปี เดิมใช้สำหรับรำบวงสรวงและสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในหนองหาร เพื่อขอพรให้เกิดชัยชนะและความแคล้วคลาดจากภยันตรายในการแข่งขันเรือยาว โดยเฉพาะในงานประเพณีออกพรรษาและแห่ปราสาทผึ้ง ผู้แสดงทั้งชายและหญิงจะร่ายรำบนหัวเรือแข่ง ท่ารำดั้งเดิมดัดแปลงมาจากการรำไหว้ครูและการรำอาวุธของนักรบก่อนออกศึก เช่น การรำดาบและกระบี่กระบองประกอบจังหวะกลองยาว ต่อมาในปี พ.ศ. 2542 ได้มีการปรับปรุงท่ารำให้มีลีลาอ่อนช้อยคล้ายนกยูงรำแพน สามารถแสดงประกอบดนตรีไทยและดนตรีพื้นเมืองอีสานได้อย่างกลมกลืน จุดเริ่มต้นของการพัฒนาการรำหางนกยูงมาจากการแสดงกายกรรมบนหัวเรือ ซึ่ง อาจารย์ประสิทธิ์ บุณยารมย์ เป็นผู้ริเริ่มนำพื้นฐานกีฬายิมนาสติกมาประยุกต์ใช้ ต่อมาในปี พ.ศ. 2510 คุณตาจำลอง นวลมณี ได้นำท่ารำมวยโบราณจำนวน 23 ท่า มาประยุกต์เป็นการแสดงบนหัวเรือ แบ่งเป็นท่ารำหมู่ 9 ท่า และท่ารำเดี่ยว 14 ท่า ก่อนพัฒนาให้เหลือ 8 ท่ารำหลัก เดิมผู้แสดงสามารถร่ายรำอยู่บนหัวเรือจริงได้ เนื่องจากหัวเรือมีความกว้างประมาณ 30–50 เซนติเมตร แต่เมื่อมีการพัฒนารูปทรงหัวเรือให้เรียวแหลมคล้ายหัวจรวดเพื่อลดแรงต้านน้ำ จึงไม่สามารถยืนรำบนหัวเรือได้เหมือนเดิม ผู้แสดงจึงเปลี่ยนมาร่ายรำบริเวณคอเรือแทน เป็นประเพณีที่สืบทอดต่อเนื่องมากว่า 122 ปี และได้รับการส่งเสริมโดย หลวงปู่ภูพาน และ เทศบาลเมืองสกลนคร ตั้งแต่ พ.ศ. 2490
เอกลักษณ์
การรำหางนกยูงเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของจังหวัดสกลนคร และกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของจังหวัดสกลนคร ผู้แสดงทั้งชายและหญิงจะร่ายรำบนหัวเรือแข่ง ท่ารำดั้งเดิมดัดแปลงมาจากการรำไหว้ครูและการรำอาวุธของนักรบก่อนออกศึก มีการปรับปรุงท่ารำให้มีลีลาอ่อนช้อยคล้ายนกยูงรำแพน จุดเริ่มต้นของการพัฒนาการรำหางนกยูงมาจากการแสดงกายกรรมบนหัวเรือ ซึ่ง อาจารย์ประสิทธิ์ บุณยารมย์ เป็นผู้ริเริ่มนำพื้นฐานกีฬายิมนาสติกมาประยุกต์ใช้ คุณตาจำลอง นวลมณี ได้นำท่ารำมวยโบราณจำนวน 23 ท่า มาประยุกต์เป็นการแสดงบนหัวเรือ แต่ละท่ามีความหมายเกี่ยวกับการเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ธรรมชาติ และการแสดงความแข็งแกร่ง ความอ่อนช้อย และทักษะของผู้รำ เดิมผู้แสดงสามารถร่ายรำอยู่บนหัวเรือจริงได้ เนื่องจากหัวเรือมีความกว้างประมาณ 30–50 เซนติเมตร แต่เมื่อมีการพัฒนารูปทรงหัวเรือให้เรียวแหลมคล้ายหัวจรวดเพื่อลดแรงต้านน้ำ จึงไม่สามารถยืนรำบนหัวเรือได้เหมือนเดิม ผู้แสดงจึงเปลี่ยนมาร่ายรำบริเวณคอเรือแทน
รูปแบบการแสดง
ผู้แสดงทั้งชายและหญิงจะร่ายรำบนหัวเรือแข่ง ท่ารำดั้งเดิมดัดแปลงมาจากการรำไหว้ครูและการรำอาวุธของนักรบก่อนออกศึก เช่น การรำดาบและกระบี่กระบองประกอบจังหวะกลองยาว ต่อมาในปี พ.ศ. 2542 ได้มีการปรับปรุงท่ารำให้มีลีลาอ่อนช้อยคล้ายนกยูงรำแพน สามารถแสดงประกอบดนตรีไทยและดนตรีพื้นเมืองอีสานได้อย่างกลมกลืน คุณตาจำลอง นวลมณี ได้นำท่ารำมวยโบราณจำนวน 23 ท่า มาประยุกต์เป็นการแสดงบนหัวเรือ แบ่งเป็นท่ารำหมู่ 9 ท่า และท่ารำเดี่ยว 14 ท่า ก่อนพัฒนาให้เหลือ 8 ท่ารำหลัก ได้แก่ ท่าพนมพรหมสี่หน้า, มรุราถวายแถน, ดอกบัวตูม, ดอกบัวบาน, นาคีม้วนหาง, กวางเหลียวหลัง, ยูงรำแพน และแกว่งแขนรอบทิศ (กังหันต้องลม) ซึ่งแต่ละท่ามีความหมายเกี่ยวกับการเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ธรรมชาติ และการแสดงความแข็งแกร่ง ความอ่อนช้อย และทักษะของผู้รำ ปัจจุบันการแสดงประกอบด้วยผู้รำหางนกยูงตัวผู้ ตัวเมีย นางรำและหางเครื่อง
เครื่องดนตรี/เครื่องแต่งกาย
ดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงคือดนตรีพื้นเมืองอีสาน ได้แก่ แคน พิณ กลองตุ้ม พังอาด ฆ้อง และแก๊บ โดยใช้เพลง ผู้ไทน้อย เป็นเพลงประกอบ สำหรับเครื่องแต่งกาย ผู้รำหางนกยูงตัวผู้มักสวมชุดที่จำลองลักษณะของนกยูงเพศผู้ มีส่วนหัวและหางที่ประดับด้วยขนนกยูงหรือวัสดุที่คล้ายคลึงกัน ส่วนผู้รำหางนกยูงตัวเมียและนางรำจะสวมชุดพื้นเมืองอีสานที่สวยงาม อาจมีการประดับตกแต่งด้วยลวดลายหรือสีสันที่สื่อถึงนกยูง
คุณค่าทางวัฒนธรรม
การรำหางนกยูงเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของจังหวัดสกลนครที่มีประวัติยาวนานกว่า 100 ปี เดิมใช้สำหรับรำบวงสรวงและสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในหนองหาร เพื่อขอพรให้เกิดชัยชนะและความแคล้วคลาดจากภยันตรายในการแข่งขันเรือยาว โดยเฉพาะในงานประเพณีออกพรรษาและแห่ปราสาทผึ้ง และถือเป็นการรำถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในลุ่มหนองหารและสระพังทองของจังหวัดสกลนคร แต่ละท่ามีความหมายเกี่ยวกับการเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ธรรมชาติ และการแสดงความแข็งแกร่ง ความอ่อนช้อย และทักษะของผู้รำ มีจุดประสงค์เพื่อสักการะองค์พระธาตุเชิงชุมและหลวงพ่อองค์แสน บูชาพระแม่คงคา และแสดงความยินดีเมื่อได้รับชัยชนะจากการแข่งขันเรือยาว ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดต่อเนื่องมากว่า 122 ปี และได้รับการส่งเสริมโดย หลวงปู่ภูพาน และ เทศบาลเมืองสกลนคร ตั้งแต่ พ.ศ. 2490 จนกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของจังหวัดสกลนคร
การรำหางนกยูง
การรำหางนกยูงเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของจังหวัดสกลนครที่มีประวัติยาวนานกว่า 100 ปี เดิมใช้สำหรับรำบวงสรวงและสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในหนองหาร เพื่อขอพรให้เกิดชัยชนะและความแคล้วคลาดจากภยันตรายในการแข่งขันเรือยาว โดยเฉพาะในงานประเพณีออกพรรษาและแห่ปราสาทผึ้ง
ความเป็นมา
การรำหางนกยูงเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของจังหวัดสกลนครที่มีประวัติยาวนานกว่า 100 ปี เดิมใช้สำหรับรำบวงสรวงและสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในหนองหาร เพื่อขอพรให้เกิดชัยชนะและความแคล้วคลาดจากภยันตรายในการแข่งขันเรือยาว โดยเฉพาะในงานประเพณีออกพรรษาและแห่ปราสาทผึ้ง ผู้แสดงทั้งชายและหญิงจะร่ายรำบนหัวเรือแข่ง ท่ารำดั้งเดิมดัดแปลงมาจากการรำไหว้ครูและการรำอาวุธของนักรบก่อนออกศึก เช่น การรำดาบและกระบี่กระบองประกอบจังหวะกลองยาว ต่อมาในปี พ.ศ. 2542 ได้มีการปรับปรุงท่ารำให้มีลีลาอ่อนช้อยคล้ายนกยูงรำแพน สามารถแสดงประกอบดนตรีไทยและดนตรีพื้นเมืองอีสานได้อย่างกลมกลืน จุดเริ่มต้นของการพัฒนาการรำหางนกยูงมาจากการแสดงกายกรรมบนหัวเรือ ซึ่ง อาจารย์ประสิทธิ์ บุณยารมย์ เป็นผู้ริเริ่มนำพื้นฐานกีฬายิมนาสติกมาประยุกต์ใช้ ต่อมาในปี พ.ศ. 2510 คุณตาจำลอง นวลมณี ได้นำท่ารำมวยโบราณจำนวน 23 ท่า มาประยุกต์เป็นการแสดงบนหัวเรือ แบ่งเป็นท่ารำหมู่ 9 ท่า และท่ารำเดี่ยว 14 ท่า ก่อนพัฒนาให้เหลือ 8 ท่ารำหลัก เดิมผู้แสดงสามารถร่ายรำอยู่บนหัวเรือจริงได้ เนื่องจากหัวเรือมีความกว้างประมาณ 30–50 เซนติเมตร แต่เมื่อมีการพัฒนารูปทรงหัวเรือให้เรียวแหลมคล้ายหัวจรวดเพื่อลดแรงต้านน้ำ จึงไม่สามารถยืนรำบนหัวเรือได้เหมือนเดิม ผู้แสดงจึงเปลี่ยนมาร่ายรำบริเวณคอเรือแทน เป็นประเพณีที่สืบทอดต่อเนื่องมากว่า 122 ปี และได้รับการส่งเสริมโดย หลวงปู่ภูพาน และ เทศบาลเมืองสกลนคร ตั้งแต่ พ.ศ. 2490
เอกลักษณ์
การรำหางนกยูงเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของจังหวัดสกลนคร และกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของจังหวัดสกลนคร ผู้แสดงทั้งชายและหญิงจะร่ายรำบนหัวเรือแข่ง ท่ารำดั้งเดิมดัดแปลงมาจากการรำไหว้ครูและการรำอาวุธของนักรบก่อนออกศึก มีการปรับปรุงท่ารำให้มีลีลาอ่อนช้อยคล้ายนกยูงรำแพน จุดเริ่มต้นของการพัฒนาการรำหางนกยูงมาจากการแสดงกายกรรมบนหัวเรือ ซึ่ง อาจารย์ประสิทธิ์ บุณยารมย์ เป็นผู้ริเริ่มนำพื้นฐานกีฬายิมนาสติกมาประยุกต์ใช้ คุณตาจำลอง นวลมณี ได้นำท่ารำมวยโบราณจำนวน 23 ท่า มาประยุกต์เป็นการแสดงบนหัวเรือ แต่ละท่ามีความหมายเกี่ยวกับการเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ธรรมชาติ และการแสดงความแข็งแกร่ง ความอ่อนช้อย และทักษะของผู้รำ เดิมผู้แสดงสามารถร่ายรำอยู่บนหัวเรือจริงได้ เนื่องจากหัวเรือมีความกว้างประมาณ 30–50 เซนติเมตร แต่เมื่อมีการพัฒนารูปทรงหัวเรือให้เรียวแหลมคล้ายหัวจรวดเพื่อลดแรงต้านน้ำ จึงไม่สามารถยืนรำบนหัวเรือได้เหมือนเดิม ผู้แสดงจึงเปลี่ยนมาร่ายรำบริเวณคอเรือแทน
รูปแบบการแสดง
ผู้แสดงทั้งชายและหญิงจะร่ายรำบนหัวเรือแข่ง ท่ารำดั้งเดิมดัดแปลงมาจากการรำไหว้ครูและการรำอาวุธของนักรบก่อนออกศึก เช่น การรำดาบและกระบี่กระบองประกอบจังหวะกลองยาว ต่อมาในปี พ.ศ. 2542 ได้มีการปรับปรุงท่ารำให้มีลีลาอ่อนช้อยคล้ายนกยูงรำแพน สามารถแสดงประกอบดนตรีไทยและดนตรีพื้นเมืองอีสานได้อย่างกลมกลืน คุณตาจำลอง นวลมณี ได้นำท่ารำมวยโบราณจำนวน 23 ท่า มาประยุกต์เป็นการแสดงบนหัวเรือ แบ่งเป็นท่ารำหมู่ 9 ท่า และท่ารำเดี่ยว 14 ท่า ก่อนพัฒนาให้เหลือ 8 ท่ารำหลัก ได้แก่ ท่าพนมพรหมสี่หน้า, มรุราถวายแถน, ดอกบัวตูม, ดอกบัวบาน, นาคีม้วนหาง, กวางเหลียวหลัง, ยูงรำแพน และแกว่งแขนรอบทิศ (กังหันต้องลม) ซึ่งแต่ละท่ามีความหมายเกี่ยวกับการเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ธรรมชาติ และการแสดงความแข็งแกร่ง ความอ่อนช้อย และทักษะของผู้รำ ปัจจุบันการแสดงประกอบด้วยผู้รำหางนกยูงตัวผู้ ตัวเมีย นางรำและหางเครื่อง
เครื่องดนตรี/เครื่องแต่งกาย
ดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงคือดนตรีพื้นเมืองอีสาน ได้แก่ แคน พิณ กลองตุ้ม พังอาด ฆ้อง และแก๊บ โดยใช้เพลง ผู้ไทน้อย เป็นเพลงประกอบ สำหรับเครื่องแต่งกาย ผู้รำหางนกยูงตัวผู้มักสวมชุดที่จำลองลักษณะของนกยูงเพศผู้ มีส่วนหัวและหางที่ประดับด้วยขนนกยูงหรือวัสดุที่คล้ายคลึงกัน ส่วนผู้รำหางนกยูงตัวเมียและนางรำจะสวมชุดพื้นเมืองอีสานที่สวยงาม อาจมีการประดับตกแต่งด้วยลวดลายหรือสีสันที่สื่อถึงนกยูง
คุณค่าทางวัฒนธรรม
การรำหางนกยูงเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของจังหวัดสกลนครที่มีประวัติยาวนานกว่า 100 ปี เดิมใช้สำหรับรำบวงสรวงและสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในหนองหาร เพื่อขอพรให้เกิดชัยชนะและความแคล้วคลาดจากภยันตรายในการแข่งขันเรือยาว โดยเฉพาะในงานประเพณีออกพรรษาและแห่ปราสาทผึ้ง และถือเป็นการรำถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในลุ่มหนองหารและสระพังทองของจังหวัดสกลนคร แต่ละท่ามีความหมายเกี่ยวกับการเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ธรรมชาติ และการแสดงความแข็งแกร่ง ความอ่อนช้อย และทักษะของผู้รำ มีจุดประสงค์เพื่อสักการะองค์พระธาตุเชิงชุมและหลวงพ่อองค์แสน บูชาพระแม่คงคา และแสดงความยินดีเมื่อได้รับชัยชนะจากการแข่งขันเรือยาว ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดต่อเนื่องมากว่า 122 ปี และได้รับการส่งเสริมโดย หลวงปู่ภูพาน และ เทศบาลเมืองสกลนคร ตั้งแต่ พ.ศ. 2490 จนกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของจังหวัดสกลนคร