
ลิเกป่า
ลิเกป่า ลิเกบก ลิเกรำมะนา แขกแดง ก็ว่า เป็นการละเล่นพื้นเมือง ที่นิยมกันแพร่หลายในหมู่คนไทยทางฝั่งตะวันตกโดยเฉพาะจังหวัดตรัง กระบี่ และพังงา
ความเป็นมา
การละเล่นชนิดนี้มีมานานเท่าไหร่ไม่ปรากฏ ส่วนใหญ่เชื่อว่าเริ่มมีขึ้นที่จังหวัดตรัง แต่บางกระแสว่าเริ่มมีขึ้นที่เกาะศรีพญา จังหวัดกระบี่อย่างไรก็ตามทั้ง 2 จุดก็ไม่มีหลักฐานใดยืนยันเด่นชัดลิเกป่ากับลิเกภาคกลางคงมีต้นเค้าร่วมกัน เพราะมีเอกลักษณ์สำคัญเหมือนกันคือ"ออกแขก" แต่ในระยะพัฒนาการได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมต่างกันจึงทำให้ผิดแผกกันไป กล่าวเฉพาะลิเกป่าได้รับอิทธิพลบางส่วนในด้านดนตรีและการแต่งกายจากมลายู รับอิทธิพลด้านทำนองเพลงร้องบางส่วนจากเพลงไทยเดิมและรับอิทธิพลการร่ายรำจากโนรา สำหรับครูลิเกป่าที่นับว่าเป็นครูต้นดั้งเดิมคือ"นางยวน"ตามตำนานเล่าคล้ายตำนานโนราแต่สาระต่างกันมีว่า นางเป็นธิดาพระยาซูริน เกิดได้เสียกับท้าวไพวงผู้เป็นพี่ จึงถูกบิดาขับใส่ลอยแพไปจากเมืองพร้อมพี่ชายและนายเทศ ซึ่งเป็นคนรับใช้ แพลอยไปติดเกาะ ๆ หนึ่ง ภายหลังพระยาชูรินได้รับบุคคลทั้งหมดกลับเมือง
เอกลักษณ์
ลิเกป่ากับลิเกภาคกลางคงมีต้นเค้าร่วมกัน เพราะมีเอกลักษณ์สำคัญเหมือนกันคือ"ออกแขก" แต่ในระยะพัฒนาการได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมต่างกันจึงทำให้ผิดแผกกันไป ท่วงท่าการแสดงออกของลิเกป่าจึงเป็นแบบประสมประสาน บทร้องของลิเกป่ามีลักษณะเด่นเฉพาะ คือมีท่วงทำนองมากแบบแบบหนึ่ง ๆ เรียกว่า"เพลง" แต่ละเพลงใช้เฉพาะบทบาทของเรื่อง การดำเนินเรื่องอาศัยความรู้เดิมและไหวพริบปฏิภาณของผู้แสดงทั้งหมด ไม่นิยมตระเตรียมหรือแต่งขึ้นไว้ก่อน
รูปแบบการแสดง
ลิเกป่าแสดงในงานทั่วไป ทั้งกลางวันและกลางคืนโรงแสดงปลูกยกเสาขึ้น 6 หรือ 9 เสา หลังคาทำเป็นเพิงหมาแหงนกั้นม่านกลาง พื้นโรงปูเสื่อกับพื้นดินหรือยกพื้นสูงขึ้นก็ได้ ลิเกป่าคณะหนึ่งมีประมาณ 14 คน ทำหน้าที่ลูกคู่ 5-6 คน โดยลำดับการแสดง ดังนี้ลงโรง (โหมโรง) ลูกคู่และผู้แสดงส่วนหนึ่งนั่งล้อมวงกันบรรเลงดนตรีล้วน ๆ เพื่อเรียกคนดู และ ให้ผู้แสดงได้เตรียมตัวให้พร้อม การลงโรงจะเริ่มด้วยเพลงช้าแล้วค่อยเร่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ ว่าดอก เป็นการผลัดกันร้องทีละคนและรับพร้อม ๆ กัน การร้องจะเวียนไปรอบวง เนื้อร้องมักเกี่ยวด้วยการชมความงามของผู้หญิงและพรรณนาความรัก ไหว้ครู เป็นการร้องคารวะครูและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วเชิญมาพิทักษ์คุ้มครองคณะลิเกป่า บอกชุด เป็นการร้องเล่าเรื่องจากนิยายต่างๆ อย่างสั้นๆและบอกให้ผู้ชมทราบว่า ผู้ชมประสงค์จะชมเรื่องใด คณะลิเกจะได้จัดเสนอให้ชม แต่ต่อมาการเล่นทำนองนี้เลิกไป คงเหลือบอกชุดไว้ตามธรรมเนียมออกแขกแดง เป็นการแสดงเรื่องตามธรรมเนียม ทุกคณะแสดงเรื่องตอนนี้เหมือนกันหมด เนื้อเรื่องโดยสังเขปมีว่าเช้าตรู่วันหนึ่ง แขกแดงนำเรือเข้าเทียบท่า ได้พบกับเสนาพูดจากันไม่รู้เรื่อง เสนาจึงนำความไปบอกเจ้าเมือง เจ้าเมืองให้แขกแดงเข้าไปพบ ทราบความว่าจะขอลูกเรือสัก 1 คนเพื่อเดินทางกลับเมือง เจ้าเมืองจึงให้เสนาไปกับแขกแดง แล้วแขกแดงไปหายาหยีสาวไทยซึ่งเป็นภรรยาชวนนางไปอยู่กัลกัตตา แต่นางไม่ยอมแขกอ้อนวอนแกมตัดพ้อจนนางตกลง กล่าวลาพ่อแม่ สั่งลาเครื่องใช้ไม้สอยบ้านเรือนห้องหอตลอดจนผู้คนแล้วไปลงเรือ ขณะที่แล่นเรือไปทั้ง 3 คนได้ร้องชมธรรมชาติต่างๆ เช่น ปู หอย ปลา เกาะและดาวต่างๆ จนเรือถึงเมืองทำนองการว่าบทแขกแดง ผู้แสดงพยายามดัดสำเนียงให้เป็นอย่างแขก ถ้อยคำเอาความหมายได้บ้าง เอาความหมายไม่ได้บ้าง ตอนแรกจะว่าอยู่หลังม่านเป็นทำนองว่ายารูมันตาเร จะเด กัมปง ตันหยงนานา อัจเจลังกา อัดรูมันตาเร ฯถฯร้องอยู่พักหนึ่งแล้วออกเต้น จังหวะการเค้นที่สนุกคือ"เต้นสามขา" แล้วร้องเป็นภาษาไทยแต่สำเนียงยังออกอย่างแขก บทร้องและรับแล้วแต่จะคิดประดิษฐ์ขึ้น ส่วนทำนองเหมือนกันทุกคณะบอกเรื่อง เมื่อแสดงเรื่องแขกแดงตามธรรมเนียมจบลงตัวบอกเรื่องซึ่งนิยมใช้ตัวตลกจะออกบอกกล่าวกับผู้ชมว่าลำดับต่อไปลิเกป่าจะแสดงเรื่องอะไร เรื่องที่แสดงส่วนมากเป็นแบบจักร ๆ วงศ์ ๆ คิดขึ้นเองบ้าง เอามาจากวรรณคดีเก่าๆ บ้าง เช่น จันทโครพ ลักษณวงศ์ สุวรรณหงส์ เป็นต้นเล่นเรื่อง เป็นการแสดงเรื่องไปตามเค้าเรื่องที่กำหนดไว้การดำเนินเรื่องอาศัยความรู้เดิมและไหวพริบปฏิภาณของผู้แสดงทั้งหมด ไม่นิยมตระเตรียมหรือแต่งขึ้นไว้ก่อนการแสดงเรื่องของลิเกป่าเป็นทำนองเดียวกับละคร คือมีบทบรรยาย บทร้องและเจรจาประกอบกัน
เครื่องดนตรี/เครื่องแต่งกาย
เครื่องดนตรีประกอบด้วย รำมะนา 2-3 คน โหม่งหรือฆ้องคู่ 1 คน ซอ 1 คน ฉิ่งหรือกรับอย่างละ 1 คน บางคณะมีกลองชาตรีด้วย 1 คน เครื่องแต่งกายได้รับอิทธิพลจากมลายูและท้องถิ่นภาคใต้ ผู้แสดงชายมักสวมเสื้อแขนยาวคอกลมหรือคอตั้ง นุ่งกางเกงขายาว สวมผ้าโสร่งทับ และมีผ้าโพกศีรษะหรือหมวกคล้ายหมวกแขก ส่วนผู้แสดงหญิงจะสวมเสื้อแขนยาว นุ่งผ้าถุงหรือผ้าปาเต๊ะ และมีผ้าคลุมศีรษะหรือประดับดอกไม้
คุณค่าทางวัฒนธรรม
ลิเกป่าเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่สะท้อนวิถีชีวิต ความเชื่อ และภูมิปัญญาของคนไทยในภาคใต้ฝั่งตะวันตก เป็นการสืบทอดเรื่องเล่า วรรณกรรม และเพลงพื้นบ้านจากรุ่นสู่รุ่น อีกทั้งยังเป็นสื่อกลางในการสร้างความบันเทิงและเชื่อมโยงชุมชนเข้าด้วยกันในงานเทศกาลและโอกาสสำคัญต่างๆ
นางสาวนิศาชล มีศรี meesri.nisachon@gmail.com