
ชุมชนบ้านท่าวัด ตั้งอยู่ริมหนองหารทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ ในเขตตำบลเหล่าปอแดง อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ห่างจากตัวจังหวัดสกลนครประมาณ 21 กิโลเมตร ปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านท่าวัดเหนือ หมู่ที่ 3 และ บ้านท่าวัดใต้ หมู่ที่ 9
ประวัติศาสตร์ของบ้านท่าวัดย้อนกลับไปได้ถึงยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งเคยเป็นเมืองร้างมาก่อน การตั้งถิ่นฐานของชุมชนในปัจจุบันเริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณ 170 กว่าปีที่แล้ว โดยเป็นการอพยพเข้ามาของกลุ่มชนหลากหลายเผ่าพันธุ์ที่หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว
การอพยพครั้งแรกนำโดย นายเชียงนนท์ ต้นตระกูล "นนท์สะเกต" พร้อมด้วยเผ่าญ้อและเผ่ากะเลิงจากอำเภอเมืองสกลนคร ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณคุ้มวัดใต้ในปัจจุบัน เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ริมหนองหาร ตามมาด้วยครอบครัวจากตระกูลหอมจันทร์และสาขันธ์โคตร
ต่อมา ชนเผ่าผู้ไท กะโส้ และลาวจากบ้านหนองผือ อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร ซึ่งประสบปัญหาภัยแล้ง ได้ย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณคุ้มวัดเหนือ เสียงเล่าลือถึงความอุดมสมบูรณ์ของบ้านท่าวัดดึงดูดผู้คนจากทั่วสารทิศ รวมถึงชนเผ่าลาวจากอุบลราชธานี ทำให้ชุมชนเติบโตเป็นขนาดใหญ่ในปัจจุบัน แม้จะมีวัฒนธรรมที่หลอมรวมกัน แต่ชาวบ้านยังคงเรียกตนเองว่า ชนเผ่าญ้อ เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ผู้บุกเบิกกลุ่มแรก
วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนบ้านท่าวัดมีความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับสายน้ำ หนองหาร ซึ่งมีเนื้อที่กว่า 77,016 ไร่ เป็นแหล่งทำมาหากินและหล่อเลี้ยงชีวิตมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ก่อให้เกิดวิถีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ที่ผสมผสานระหว่างคน น้ำ และธรรมชาติ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาสู่การท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตในปัจจุบัน
การแต่งกายพื้นเมืองของชาวบ้านท่าวัดสะท้อนถึงภูมิปัญญาและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม:
ชุมชนบ้านท่าวัด เป็นแหล่งอารยธรรมโบราณที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและผูกพันกับสายน้ำและศาสนาอย่างลึกซึ้ง ตั้งอยู่ริม หนองหาร ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ของภาคอีสาน ชุมชนแห่งนี้มีเรื่องราวเกี่ยวพันกับตำนานพื้นบ้านอันโด่งดังอย่าง ผาแดงนางไอ่ และ หนองหารล่ม ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของพื้นที่มาตั้งแต่สมัยโบราณ
หลักฐานทางประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่าบรรพบุรุษได้ใช้ชีวิตอยู่ริมหนองหารมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ต่อเนื่องมาจนถึงยุคทวารวดี ขอม และล้านช้าง การค้นพบทางโบราณคดีที่สำคัญได้แก่:
นอกจากนี้ ยังมี ศิลาจารึก ที่ถูกค้นพบในหมู่บ้านท่าวัด ระบุว่าบริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณชื่อว่า “เมืองเชียงใหม่หนองหารคามเขต” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองในอดีต
สถานที่ท่องเที่ยวและจุดเช็คอินสำคัญ:
1. พิพิธภัณฑ์วัดกลางศรีเชียงใหม่
ตั้งอยู่ในวัดกลางศรีเชียงใหม่ บ้านท่าวัดใต้ หมู่ที่ 9 พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นแหล่งรวบรวมโบราณวัตถุอันทรงคุณค่า อาทิ พระเครื่อง พระพิมพ์โบราณ เครื่องมือเครื่องใช้โบราณยุคโลหะ และเครื่องปั้นดินเผาสมัยก่อนประวัติศาสตร์
ภายในบริเวณวัดยังเป็นที่ตั้งของ กลุ่มใบเสมาหินสมัยทวารวดีรุ่นที่ 1 ซึ่งมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 - 16 เดิมพบตั้งจำหลักอยู่ 9 หลัก หลักละ 2 ใบ (ใบเสมาคู่) ประจำอยู่ทั้ง 8 ทิศ และอีก 3 ใบตั้งอยู่บนเนิน รวมทั้งสิ้น 21 ใบ นับเป็นแหล่งที่พบใบเสมาหินมากที่สุดในภาคอีสาน ปัจจุบันเหลืออยู่ 16 ใบ
นอกจากนี้ยังมี สระน้ำโบราณ อายุราว 1,300-1,500 ปี ที่เคยมีกำแพงหินศิลาแลงป้องกันดินพังทั้ง 4 ด้าน และมีบันไดหินศิลาแลงขึ้นลงทั้งหัวท้ายสระ
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีความสำคัญยิ่ง เนื่องจากสร้างขึ้นตามพระดำริของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งเสด็จนำคณะนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ามาทัศนศึกษาแหล่งประวัติศาสตร์และโบราณคดีในปี พ.ศ. 2532 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาสู่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ตามรอยพระองค์ท่าน
2. พิพิธภัณฑ์วัดมหาพรหมโพธิราช
วัดแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ โดยเชื่อกันว่าในสมัยพระเจ้าพรหมเทโวโพธิสัตว์ ได้มีการสร้างวัดสำคัญ 3 แห่งในบริเวณนี้ ได้แก่ วัดเหนือ (สร้างโดยชาวขอม) วัดกลาง (สร้างโดยชาวมอญ) และวัดใต้ (สร้างโดยชาวลาว) หลังจากเมืองถูกตีแตกและกลายเป็นเมืองร้าง ชาวบ้านที่อพยพกลับมารวมตัวกันได้สร้างวัดขึ้นใหม่ชื่อ วัดแจ้งสมสะอาด ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น วัดมหาพรหมโพธิราช ตามนามเจ้าเมือง
ภายในวัดพบซากฐานอาคารที่เป็นแนวศิลาแลงและเนินอิฐยาวประมาณ 25 เมตร กว้าง 10 เมตร สันนิษฐานว่าเป็นที่ตั้งของอุโบสถหรือสิมเก่า โบราณวัตถุที่จัดแสดงได้แก่:
นอกจากนี้ยังมี พระธาตุมหาพรหมโพธิราช ซึ่งภายในบรรจุพระอรหันต์ธาตุและพระพุทธรูปปางประทานพรจำนวน 17 องค์ ผู้สร้างเชื่อว่าพระธาตุนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งการประทานพรและความสำเร็จ เหมาะแก่การกราบไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคล
3. ศาลหลวงปู่สอน
ตั้งอยู่ภายในบริเวณวัดมหาพรหมโพธิราช ใต้ต้นโพธิ์อายุนับร้อยปี ห่างจากฝั่งหนองหารประมาณ 10 เมตร ศาลแห่งนี้เป็นศูนย์รวมความเชื่อและความศรัทธาของชาวบ้าน
ชาวบ้านเชื่อว่า หลวงปู่สอน มีความศักดิ์สิทธิ์ สามารถช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนได้ ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วย ของหาย หรือแม้แต่การขอพรเรื่องการเกณฑ์ทหาร ผู้ที่มาบนบานศาลกล่าวจะนำเครื่องบูชา เช่น ขันห้า ดอกไม้ธูปเทียน พวงมาลัย อาหารคาวหวาน มาถวายเพื่อขอพรหรือแก้บน นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่าหากผู้ใดลบหลู่ จะได้รับโทษทันที และต้องจัดขันห้ามาขอขมาจึงจะหายเป็นปกติ
ข้อมูลการเดินทางและจุดเช็คอิน:
ชุมชนบ้านท่าวัดตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองสกลนครประมาณ 21 กิโลเมตร การเดินทางที่สะดวกที่สุดคือโดยรถยนต์ส่วนตัวหรือรถโดยสารสาธารณะที่มุ่งหน้าไปยังอำเภอเมืองสกลนคร แล้วต่อรถท้องถิ่นไปยังตำบลเหล่าปอแดง
จุดเช็คอินที่ไม่ควรพลาด:
การเยี่ยมชมชุมชนบ้านท่าวัดจะทำให้คุณได้สัมผัสกับประวัติศาสตร์อันยาวนาน วัฒนธรรมที่หลากหลาย และวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติอย่างแท้จริง