ชุมชนบ้านท่าวัด

ชุมชนยลวิถี : ชุมชนบ้านท่าวัด

โดย ThaiVerse การดู 5 ครั้ง0 แชร์
ชุมชนยลวิถีเที่ยวชุมชน

หมู่ที่ 3 และหมู่ ๙ ตำบลเหล่าปอแดง อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร

ข้อมูลอัตลักษณ์ชุมชน

ชุมชนยลวิถีตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่าริมน้ำจันทบูร ที่สะท้อนรากวัฒนธรรมผ่านวิถีการใช้ชีวิตและงานหัตถกรรมท้องถิ่น

บ้านท่าวัดในปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 2 หมู่บ้าน คือ บ้านท่าวัดเหนือ หมู่ที่ 3 และบ้านท่าวัดใต้ หมู่ที่ 9 ตั้งอยู่ที่ริมหนองหารทางฝั่งทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ขึ้นกับตำบลเหล่าปอแดง อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ห่างจากจังหวัดสกลนคร ประมาณ ๒๑ กิโลเมตร ในราวยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นบริเวณบ้านท่าวัดกลายเป็นบ้านเมืองร้าง การตั้งถิ่นฐานของชุมชนบ้านท่าวัดที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 170 กว่าปีที่แล้ว โดยเป็นการอพยพเข้ามาของกลุ่มชนหลายเผ่าพันธุ์ เริ่มต้นจากเผ่าญ้อ เผ่ากะเลิง ที่อาศัยอยู่ในเขตอำเภอเมืองสกลนคร โดยตั้งบ้านเรือนอยู่ริมฝั่งหนองหารบริเวณคุ้มวัดใต้ในปัจจุบันเนื่องจากมีความอุดมสมบูรณ์ ภายใต้การนำของ นายเชียงนนท์ ต้นตระกูลของสกุล “นนท์สะเกต” จากนั้นมีอีก 2 - 3 ครอบครัวย้ายตามมา ได้แก่ ต้นตระกูล ของหอมจันทร์ และสาขันธ์โคตร กลุ่มต่อมาเป็นเผ่าผู้ไท กะโส้ และลาว จากบ้านหนองผือ อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร ซึ่งประสบกับความแห้งแล้งติดต่อกันหลายปี ได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ในบริเวณคุ้มวัดเหนือ จากเสียงเล่าลือถึงความอุดมสมบูรณ์ ทำให้มีผู้คนจากทุกสารทิศ เช่น ชนเผ่าลาวจากอุบลราชธานีอพยพเข้ามาอยู่เพิ่มขึ้น และสืบเนื่องจนกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ในปัจจุบัน วัฒนธรรมของชุมชนได้หลอมรวมเข้าหากัน แต่ยังเรียกตัวเองว่า เป็นชนเผ่าญ้อ ซึ่งให้เกียรติชนเผ่าญ้อที่ได้ย้ายมาอยู่ในพื้นที่ก่อนใคร
- การแต่งกายของชุมชนบ้านท่าวัด ลักษณะเครื่องแต่งกายผู้ชายนุ่งโสร่งหรือกางเกงผ้าฝ้าย สวมเสื้อ ผ้าฝ้ายพื้นเมืองย้อมครามแขนสั้น มีแถบลายขิดสีส้มที่ขอบชายกระดุมและแขนเสื้อทั้งสองข้างผูกผ้าคาดเอว เป็นฝ้ายลายขิดสีแดง หญิงใส่ผ้าซิ่น ผ้าฝ้ายทอเองมัดลายย้อมครามหรือสีธรรมชาติ มีสไบผ้าฝ้ายลาดขิดสีแดงพาดไหล่
- ชุมชนบ้านท่าวัดมีชีวิตผูกพันกับสายน้ำ โดยใช้หนองหารซึ่งมีเนื้อที่ 77,016 ไร่ เป็นที่ทำมาหากิน หล่อเลี้ยงชีวิตมาตั้งแต่บรรพบุรุษ จนเกิดวิถีวัฒนธรรมคน น้ำ และธรรมชาติ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ต่อยอด เป็นการท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรมและวิถีชีวิต

ไฮไลต์การท่องเที่ยว

ชุมชนบ้านท่าวัด มีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำและศาสนา เป็นชุมชนโบราณตั้งอยู่ริมหนองหาร มีเรื่องราวเกี่ยวพันกับตำนานผาแดงนางไอ่และหนองหารล่ม บรรพบุรุษใช้ชีวิตริมหนองน้ำสำคัญนี้มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ต่อเนื่องมายังยุคทวารวดี ขอม และล้านช้าง มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่สำคัญได้แก่ โครงกระดูกมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ กลุ่มใบเสมาหินสมัยทวารวดี พระพุทธรูปสมัยขอม และวัตถุโบราณอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น เครื่องปั้นดินเผา เครื่องมือโลหะ หอก ดาบ ขวาน มีด ซึ่งสันนิษฐานว่ามีอายุราว ๓,๕๐๐ - ๕,๕๐๐ ปี มีศิลาจารึกชิ้นหนึ่ง ที่ถูกค้นพบในหมู่บ้านท่าวัดระบุไว้ว่า ที่แห่งนี้ เป็นที่ตั้งของเมืองโบราณ ชื่อว่า “เมืองเชียงใหม่หนองหารคามเขต”
- พิพิธภัณฑ์วัดกลางศรีเชียงใหม่
พิพิธภัณฑ์วัดกลางศรีเชียงใหม่ ตั้งอยู่ในวัดกลางศรีเชียงใหม่ บ้านท่าวัดใต้ หมูที่ ๙ ตำบลเหล่าปอแดง อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงโบราณวัตถุต่าง ๆ อาทิ พระเครื่อง พระพิมพ์โบราณ เครื่องมือเครื่องใช้โบราณยุคโลหะ เครื่องปั้นดินเผาสมัยก่อนประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ภายในบริเวณวัดยังเป็นแหล่งกลุ่มใบเสมาหินสมัยทวารวดีรุ่นที่ 1 อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 - 16 โดยพบตั้งจำหลักอยู่ 9 หลัก หลักละ 2 ใบ (ใบเสมาคู่) ประจำอยู่ทั้ง 8 ทิศ ตั้งอยู่บนเนินอีก 3 ใบ รวมพบทั้งสิ้น 21 ใบ นับว่าเป็นแหล่งที่พบ ใบเสมาหินมากที่สุดในแถบภาคอีสาน ปัจจุบันกลุ่มใบเสมาหินเหลืออยู่ 16 ใบ โดนขโมยไป 5 ใบ นอกจากนี้ภายในวัดยังมีสระน้ำโบราณอายุราว 1,300-1500 ปี เดิมมีกำแพงหินศิลาแลงป้องกันดินพังทั้ง 4 ด้าน มีบันไดหินศิลาแลงขึ้นลงทั้งหัวท้ายสระ
- พิพิธภัณฑ์วัดกลางศรีเชียงใหม่ สร้างขึ้นตามพระดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งเสด็จนำคณะนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เพื่อทอดพระเนตร ทัศนศึกษา แหล่งประวัติศาสตร์ โบราณคดี โบราณวัตถุ ในวัดนี้ เมื่อปี ๒๕๓๒ ซึ่งสามารถ ต่อยอดเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ตามรอยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี
- พิพิธภัณฑ์วัดมหาพรหมโพธิราช
ในสมัยพระเจ้าพรหมเทโวโพธิสัตว์ได้สร้างวัดที่สำคัญ 3 วัด ได้แก่ วัดเหนือชาวขอมสร้าง วัดกลางชาวมอญสร้าง วัดใต้ชาวลาวสร้าง เมื่อเมืองถูกตีแตกกลายเป็นเมืองร้าง ต่อมาราษฎรที่แตกแยกและมาจากถิ่นอื่นได้ย้ายกลับมารวมตัวกันเป็นหมู่บ้านและได้สร้างวัดขึ้นใหม่ คือ วัดแจ้งสมสะอาด ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น วัดมหาพรหมโพธิราช ตามนามเจ้าเมือง พบซากฐานอาคาร ปรากฏเป็นแนวศิลาแลงและเนินอิฐ ยาวประมาณ 25 เมตร กว้าง 10 เมตร สันนิษฐานว่าเป็นที่ตั้งของอุโบสถหรือสิมเก่า โบราณวัตถุที่เก็บรักษา ได้แก่ พระพุทธรูปหินทราย

สมัยทวารวดี ขนาดหน้าตักกว้าง ประมาณ 60 เซนติเมตร สูงประมาณ 120 เซนติเมตร ลักษณะพระเศียรหัก ปัจจุบันได้นำมาวางต่อกันโดยไม่ได้นำวัสดุใดมาเชื่อม พระบาทและท่อนองค์บางส่วนแตกหักไป ประทับนั่ง ปางสมาธิราบบนฐานรูปบัวหงาย สภาพค่อนข้างสมบูรณ์ พระพุทธรูปหินทราย สมัยลพบุรี ขนาด หน้าตักกว้าง ประมาณ 40 เซนติเมตร สูงประมาณ 60 เซนติเมตร ลักษณะ เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องน้อย ประทับนั่งขัดสมาธิราบอยู่บนฐานบัวหงาย องค์พระพุทธรูปมีแผ่นหินทรายยึดติดเป็นแผ่นหลัง สภาพค่อนข้างสมบูรณ์ นอกจากนี้ ยังพบเศษชิ้นส่วนประติมากรรมหินทรายอีกจำนวนหนึ่ง ก้อนศิลาแลงตกกระจายอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งโบราณวัตถุ ได้เก็บไว้ในอาคารพิพิธภัณฑ์วัดมหาพรหมโพธิราชในบริเวณวัดถัดจากพระอุโบสถไปทางทิศเหนือ
นอกจากนี้ ยังมีพระธาตุมหาพรหมโพธิราช ด้านในบรรจุพระอรหันต์ธาตุและพระพุทธรูป จำนวน ๑๗ องค์ พระพุทธรูปที่บรรจุล้วนเป็นพระพุทธรูปปางประทานพร พระผู้สร้างเห็นว่ามนุษย์ ล้วนแต่ปรารถนาความดีงาม ความเป็นมงคล ความสำเร็จแก่ตน ฉะนั้น จึงได้บรรจุสิ่งที่เป็นมงคล เพื่อเป็นกำลัง จากองค์พระธาตุ เปรียบเสมือนพระธาตุผู้ให้ และเป็นสัญลักษณ์พระธาตุผู้ให้พร เมื่อมากราบไหว้ด้วยความศรัทธาก็จะได้รับพร รับแต่สิ่งที่ดีความสำเร็จความเจริญรุ่งเรืองแก่ชีวิตตนเองจากองค์พระธาตุ เหมาะกับการพัฒนา เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และความเชื่อ
- ศาลหลวงปู่สอน ตั้งอยู่วัดมหาพรหมโพธิราชใต้ต้นโพธิ์ที่มีอายุนับร้อยปี บริเวณด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเขตพื้นที่วัด ห่างจากฝั่งหนองหาร ประมาณ 10 เมตร
ความเชื่อ ความศักดิ์สิทธิ์ จากการบอกเล่าของชาวบ้านเล่าว่าหากชาวบ้าน มีความเดือดร้อน มีทุกข์อะไร สิ่งของที่หายไป ผู้คนในบ้านไม่สบายหรือแม้แต่การคัดเลือกทหารไม่ประสงค์จะเป็นทหารเกณฑ์ หากมาบนบานศาลกล่าวบูชา บอกกล่าวเจ้าปู่ ก็จะหายเจ็บป่วย ได้ของคืนหรือจับได้ใบดำ หรือขึ้นบ้านใหม่ มีการแต่งงานได้ลูกเขยหรือลูกสะใภ้ ก็จะไปจุดธูปเทียนบอกเจ้าปู่ให้ปกปักษ์รักษาลูกหลานชาวบ้าน กล่าวในอดีตหากใครพูดจาลบหลู่ไม่เคารพหลวงปู่จะได้รับโทษให้เห็นทันที เกิดเหตุกาณ์ต่าง ๆขึ้นต้องแก้โดยการจัดขันห้า มาขอขมาจึงหายเป็นปกติ
เครื่องไหว้ หรือเครื่องบูชาถวายแด่หลวงปู่ ได้แก่ ขันห้า 1 ชุด ดอกไม้ธูปเทียน พวงมาลัย อาหารคาว หวาน ตามแต่ผู้ที่มาบวงสรวงเจ้าปู่เอาไว้
แชร์เนื้อหา: