ชุมชนบ้านติ้ว

ชุมชนยลวิถี : ชุมชนบ้านติ้ว

โดย ThaiVerse การดู 10 ครั้ง4 แชร์
ชุมชนยลวิถีเที่ยวชุมชน

หมู่ที่ 6 ตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี

ข้อมูลอัตลักษณ์ชุมชน

ชุมชนยลวิถีตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่าริมน้ำจันทบูร ที่สะท้อนรากวัฒนธรรมผ่านวิถีการใช้ชีวิตและงานหัตถกรรมท้องถิ่น

ชุมชนบ้านติ้ว ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ เป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ทางขึ้นอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท (แหล่งมรดกโลกแห่งที่ 2 ของจังหวัดอุดรธานี) ชุมชนบ้านติ้ว เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ไทพวน อพยพมาจากเมืองเชียงขวาง (ประเทศลาว) เมื่อครั้งสมัยรัชกาลที่ ๑ อยู่ในช่วงปี พ.ศ.ใดนั้นไม่ผู้ใดทราบแน่ชัด โดยมีบุคคลผู้นำ ๓ ท่าน คือ เจ้าน้อยเมืองพล เทพหลวงไกร และท้าวตู๋ สาเหตุที่ตั้งหมู่บ้านในแถบนี้ เนื่องจากมีลำห้วยไหลผ่านและมี “กุดติ้ว” ซึ่งมีต้นติ้วเป็นป่าอยู่ล้อมรอบกุด จึงพากันเรียกว่าบ้านติ้วมาจนปัจจุบัน บ้านติ้ว ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ไทพวนบ้านติ้วมีความสำนึก ในเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของตนเองสูง สำนึกในความเป็นพวน สำนึกในประวัติศาสตร์ชนชาติ ตลอดจนสำนึกในภาษาพวน วิถีชีวิต สังคม วัฒนธรรมประเพณีของไทพวน มีฮีตคองเช่นเดียวกับชาติพันธุ์ ไท-ลาวอื่น แต่มีข้อปฏิบัติและความเชื่อแตกต่างกันออกไป สังคมไทพวนบ้านติ้ว มีพิธีกรรมความเชื่อที่ยังคงปฏิบัติสืบทอดกันมา แม้ปัจจุบันไทพวนเหล่านี้จะนับถือพุทธศาสนาแล้วก็ตามแต่ยังเป็นการนับถือผีคู่ไปกับนับถือพระ ตระหนักถึงการรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่อย่างมั่นคงและแข็งแรงสืบไป
ภาษา ชุมชนบ้านติ้ว ใช้ภาษาพวนเป็นภาษาหลัก สามารถสื่อสารได้กับทุกกลุ่ม ซึ่งกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ จะปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมไทพวน ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ภาษาเริ่มเปลี่ยนแปลง ไทพวน ไทอีสาน คนพวนรุ่นเก่าใช้ว่า "จะไปกะเหลอมา" แต่คนรุ่นใหม่จะพูดว่า "ไปไสมา" แม้ว่าสำเนียงจะเป็นพวนอยู่แต่คำศัพท์เปลี่ยนไปใช้คำไท-ลาว กลาง หรือใช้ไทยอีสานมากขึ้น
การแต่งกาย นิยมแต่งกายด้วยชุดไทพวน ย้อมม่อฮ่อม โดยเฉพาะในงานประเพณีบุญที่สำคัญ ผู้ชายจะนุ่งกางเกงขาก๊วย สวมเสื้อม่อฮ่อม มีผ้าขาวม้าคาดเอว ส่วนผู้หญิง สวมเสื้อผ้าฝ้ายคอกลมแขนกระบอก คาดสไบผ้าขาวม้า นุ่งซิ่น (ทอหรือมัดหมี่) ที่ชายซิ่นจะต่อตีนซิ่นสวยงาม

ไฮไลต์การท่องเที่ยว

บริการการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่มีอัตลักษณ์ โดยนำนิทานพื้นบ้านเรื่อง อุสา–บารส ที่ส่งเสริมเรื่องราวความเชื่อในเกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลินและง่ายต่อการจดจำอัตลักษณ์ ของการท่องเที่ยวแหล่งมรดกโลก ซึ่งเป็นเรื่องราวความรักอันไม่สมหวังระหว่างนางอุสา ธิดาของท้าวกงพาน กับท้าวบารส ซึ่งเป็นโอรสของเจ้าเมืองปะโคเวียงงัว โดยเรื่องราวเริ่มจากนางอุสา ได้ทำการเสี่ยงทายหาคู่ ด้วยการทำมาลัยรูปหงส์ลอยไปตามลำน้ำ ซึ่งท้าวบารสเป็นผู้ที่เก็บได้ จึงออกตามเจ้าของมาลัยเสี่ยงทายนั้น จนมาถึงเมืองพาน และได้พบกับนางอุสา ทั้งคู่ตกหลุมรักกัน เมื่อท้าวกงพานทราบเรื่อง จึงวางอุบายให้มีการแข่งขันสร้างวัดกันภายในหนึ่งวัน โดยผู้ที่แพ้การแข่งขันจะต้องตาย ฝั่งท้าวบารสเสียเปรียบเพราะมีคนน้อยกว่าจึงใช้เล่ห์กลอุบายนำโคมไฟไปแขวนบนยอดไม้เพื่อลวง ให้ฝ่ายท้าวกงพานคิดว่าเป็นยามเช้าตรู่แล้ว จึงพากันเลิกสร้างวัด และพ่ายแพ้ไปในที่สุด และถูกตัดศีรษะ หลังจากนั้นนางอุสาได้ไปอยู่กับท้าวบารสที่เมืองปะโคเวียงงัว แต่ก็ถูกกลั่นแกล้งจึงหนีกลับเมืองพาน ในขณะที่ท้าวบารสไปบำเพ็ญเพียรในป่าเพียงลำพัง ต่อมาเมื่อท้าวบารสทราบเรื่องจึงได้ออกเดินทางไปตามนางอุสา ณ เมืองพาน แต่พบว่านางอุสาได้สิ้นใจ เพราะความตรอมใจไปก่อนหน้านั้นแล้ว ท้าวบารสเสียใจ อย่างสุดซึ้งจึงตรอมใจตายตามนางอุสาไป โดยผู้คนในท้องถิ่นได้นำเอานิทานพื้นบ้านเรื่อง “อุสา – บารส” มาตั้งชื่อโบราณสถานที่ต่าง ๆ บนภูพระบาท
บริการการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่มีอัตลักษณ์ โดยจัดตั้งกลุ่มฟ้อนรำของชุมชนบ้านติ้ว ไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเป็นหมู่คณะ หรือแสดงในงานประเพณีที่สำคัญ
การออกแบบสร้างสรรค์ จากอัตลักษณ์ของท้องถิ่นได้มีการนำหอนางอุสา ซึ่งเป็นโขดหินคล้าย รูปดอกเห็ด ตั้งอยู่บนลานหินกว้างตั้งอยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทมาสร้างสรรค์เป็นของฝากของ ที่ระลึก เช่น ผ้าทอลายหอนาง เสื้อยืดลายหอนาง กระติกน้ำร้อนเย็น พวงกุญแจ ของฝากของที่ระลึกหลากลายรูปแบบที่มีอัตลักษณ์ ลายหอนางที่เป็นอัตลักษณ์หนึ่งเดียว
แชร์เนื้อหา: