ชุมชนตลาดไทยย้อนยุคบ้านระจัน

ชุมชนยลวิถี : ชุมชนตลาดไทยย้อนยุคบ้านระจัน

โดย ThaiVerse การดู 4 ครั้ง0 แชร์
ชุมชนยลวิถีเที่ยวชุมชน

วัดโพธิ์เก้าต้น ตำบลบางระจัน อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี

ข้อมูลอัตลักษณ์ชุมชน

ชุมชนยลวิถีตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่าริมน้ำจันทบูร ที่สะท้อนรากวัฒนธรรมผ่านวิถีการใช้ชีวิตและงานหัตถกรรมท้องถิ่น

ชุมชนตลาดไทยย้อนยุคบ้านระจัน เป็นชุมชนของคนไทยภาคกลางที่มีการถ่ายทอดความคิดและความเชื่อว่า คนในชุมชนเป็นลูกหลานที่สืบเชื้อสายมาจากวีรชนค่ายบางระจัน มีประวัติศาสตร์ที่สามารถสืบค้นได้ว่า หมู่บ้านบางระจัน เป็นหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในทางเหนือของกรุงศรีอยุธยา เมืองหลวงเก่าของสยามรัฐช่วงก่อนหน้าของประเทศไทยในสมัยใหม่ ปัจจุบันหมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ในอำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรีหมู่บ้านแห่งนี้ เป็นที่จดจำในประวัติศาสตร์ไทยอันลือลั่นสำหรับการสู้รบต่อต้านการรุกรานของพม่าในสงครามพม่า-สยาม (พ.ศ. 2308 - พ.ศ. 2310) เป็นจุดสิ้นสุดของกรุงศรีอยุธยาชาวบ้าน “บางระจัน” ผู้รวมตัวกันต่อสู้กับกองทัพพม่า ท่ามกลางสภาวการณ์ที่กรุงศรีอยุธยา กำลังประสบปัญหารุมเร้าทางการเมือง และอยู่ในสถานะสุ่มเสี่ยงต่อการล่มสลาย คนเหล่านี้จับดาบและอาวุธเท่าที่หาได้ลุกขึ้นต่อสู้กับศัตรู เพื่อปกป้องมาตุภูมิด้วยความหาญกล้า ทำให้ได้รับการยกย่องว่า นี่คือ “วีรกรรม” ปกป้องชาติบ้านเมือง ที่มีเกียรติและน่าภาคภูมิใจ ค่ายบางระจันเป็นค่ายป้องกันตัวเอง ของชาวบ้านเมืองสิงห์บุรีและเมืองต่าง ๆ ที่พากันมาหลบภัยจากกองทัพพม่า ที่บ้านบางระจันก่อนการเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 สามารถต้านทานการเข้าตีของกองทัพพม่าได้ถึง 7 ครั้ง ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นลูกหลาน วีรชนค่ายบางระจัน จากความคิดของคนในชุมชนในการอนุรักษ์และสืบสานศิลปวัฒนธรรมของชาวบ้านบางระจัน ในสมัยกรุงศรีอยุธยา จึงได้นำรูปแบบการแต่งกายของวีรชนชาวบ้านบางระจันที่มีความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น สวยงาม และมีเรื่องราวที่น่าสนใจ มาส่งเสริมให้เป็นอัตลักษณ์ด้านการแต่งกายของชุมชน โดยผู้ชายจะแต่งกาย ชุดนักรบโบราณ ผู้หญิงจะนุ่งโจงกระเบนห่มผ้าสไบ หรือ ชุดไทยตะเบงมาน ซึ่งเป็นชุดไทยสมัยอยุธยาตอนปลาย เป็นช่วงยุคทำสงคราม เราก็จะเห็นภาพหญิงสาวห่มผ้าแบบไขว้กันบริเวณหน้าอกแล้วรวบไปผูกไว้หลังคอ รวบผมสั้น ถือดาบ บ่งบอกถึงความแข็งแกร่งไม่แพ้ชายไทยชุดนี้สวมใส่ในการออกรบ สำหรับหญิงสาวในสมัยนั้นเนื่องจากมีความคล่องตัว กระชับ ทำให้ไม่เป็นอุปสรรคในการทำงานหรือเมื่อมีศึกสงครามและชุดนี้ไม่ได้สวมใส่สำหรับออกรบอย่างเดียว สำหรับชุดนี้หญิงสาวใยสมัยนั้นยังสวมใส่เผื่อความคล่องตัวสะดวกสบายกระฉับกระเฉง และเพื่อความสะดวกในการทำงาน เช่น การตำข้าวประชาชนของชุมชนตลาดไทยย้อนยุคบ้านระจัน โดยเฉพาะในตลาดไทยย้อนยุคบ้านระจัน จะใช้ภาษาโบราณในการสื่อสารกับทุกคน ทั้งการสื่อสารส่วนบุคคล การสื่อสารกับทางราชการ และการสื่อสารกับนักท่องเที่ยว โดยผู้ชายจะใช้คำลงท้ายว่า “ขอรับ” ผู้หญิงใช้คำว่า “เจ้าค่ะ”ใช้คำเรียกบุคคลอื่นว่า “นายท่าน” “นายหญิง” เมื่อนักท่องเที่ยวได้ฟังแล้วทำให้เราได้รู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปในยุคบางระจัน

ไฮไลต์การท่องเที่ยว

ประวัติศาสตร์ของชุมชนที่สามารถพัฒนาต่อยอดได้ คือเรื่องราววีรกรรมของชาวบ้านบางระจัน “บางระจัน” เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับการต่อสู้ของสามัญชนที่ปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่คนไทยรู้จัก ชาวบ้านบางระจันมีเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีจริงตามที่ปรากฏตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์เอกสารที่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวอ้างถึงบางระจันมีหลายชิ้นอันได้แก่ จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี คำให้การขุนหลวงหาวัด พระราชพงศาวดารฉบับบริติชมิวเซียม พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา นอกจากนี้ยังมีหนังสือเล่มสำคัญของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเรื่อง ไทยรบพม่า ทั้งหมดกล่าวถึงเรื่องบางระจันว่าเกิดขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ เมื่อกรุงศรีอยุธยาใกล้จะเสียกรุงครั้งที่ 2 การต่อสู้ของชาวบ้านบางระจันเพื่อต้านทานกองทัพพม่านั้น ได้บันทึกไว้ ในลักษณะต่างกันเรื่องบางระจันในประวัติศาสตร์นี้ ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงในการบันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ กล่าวคือ จารีตของการบันทึกพระราชพงศาวดารแต่ก่อนนั้น จะให้ความสำคัญเฉพาะเรื่องกษัตริย์ การที่พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาซึ่งเป็นพงศาวดารที่ชำระหลังสุดให้ความสำคัญกับเรื่องของสามัญชนเป็นพิเศษ โดยให้รายละเอียดในเรื่องบุคคล เหตุการณ์ และแสดงทรรศนะที่เกี่ยวข้องกับการรบที่บ้านบางระจัน แสดงให้เห็นขนบการบันทึกพงศาวดารที่เปลี่ยนไปจากยุคก่อนหน้า สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลง ระบบคิดในหมู่ชนชั้นนำไทย ที่เริ่มให้ความสำคัญต่อสามัญชนในฐานะส่วนหนึ่งของรัฐ เรื่องราวเล็กๆ ของชาวบ้าน เพียงไม่กี่บรรทัดที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับที่ชำระก่อนหน้า จึงถูกขยายความอย่างมาก ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องเล่าบางระจันที่เป็นอมตะในสังคมไทยวีรกรรมของชาวบ้านบางระจันสามารถมาสร้างสรรค์เป็นวรรณกรรม ยามใดที่บ้านเมืองประสบวิกฤตต้องการความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจกันของคนในชาติ เรื่องบางระจันในประวัติศาสตร์จะถูกนำมาสร้างสรรค์เป็นวรรณกรรม โดยมีหัวใจหลักคือความรักชาติ กระตุ้นให้เห็นจิตใจที่เสียสละกล้าหาญของบรรพบุรุษ ชุมชนบ้านวังกา(ตลาดไทยย้อนยุคบ้านระจัน) จึงมีตำนานเล่าขานว่าเคยเป็นเมืองยุทธศาสตร์สำหรับการทำศึกสงครามในสมัยอยุธยา หนึ่งเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ที่ยกย่องวีรกรรมอันกล้าหาญของชาวบ้าน ผู้ไม่ยอมศิโรราบต่ออริศัตรู และเป็นหนึ่งชุมชนของภาคกลางที่กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่สำคัญในปัจจุบัน ซึ่งนอกจากจะมีสถานที่สำคัญที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงวีรกรรมผู้กล้า และเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ของอนุชนรุ่นหลังแล้ว ยังได้มีการจัดสร้างอนุสาวรีย์วีรชนและอุทยานค่ายบางระจันขึ้น โดยกรมศิลปากรจัดทำออกมาในรูปแบบรูปหล่อประติมากรรมของหัวหน้าชาวค่ายบางระจันทั้ง 11 คน ประกอบด้วย นายจันหนวดเขี้ยว นายโชติ นายดอก นายทองแก้ว นายทองเหม็น นายทองแสงใหญ่ นายแท่น นายเมือง พันเรือง ขุนสรรค์ และนายอิน ตั้งอยู่กลางสวนอันร่มรื่น พร้อมปักหมุดเป็นสถานที่รวมใจและพักผ่อนหย่อนใจสำหรับประชาชนชาวไทยทุกคน
ตำนาน ความเชื่อ และประวัติศาสตร์ของวีรชนผู้เป็นบรรพบุรุษของชุมชน ถูกนำไปพัฒนาต่อยอดได้หลากหลายรูปแบบ อาทิ การสร้างเป็นภาพยนต์ ประพันธ์เป็นบทเพลง นำไปเป็นธีมในการจัดกิจกรรม เพื่อรำลึกถึงความเสียสละ ความกล้าหาญ อดทน ความสามัคคี และความรักชาติ รวมทั้งการจัดงานประจำปี เพื่อสดุดีวีรชน ตลอดจนการนำความเชื่อเกี่ยวกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ภายในวัดโพธิ์เก้าต้นไปต่อยอดในการสร้างรายได้จากการทำบุญ สักการะวีรชน และการหาบน้ำแก้บน ฯ
แชร์เนื้อหา: