ชุมชนตำบลเมืองที

ชุมชนยลวิถี : ชุมชนตำบลเมืองที

โดย ThaiVerse การดู 8 ครั้ง0 แชร์
ชุมชนยลวิถีเที่ยวชุมชน

213 หมู่ที่ 7 ตำบลเมืองที อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์

ข้อมูลอัตลักษณ์ชุมชน

ชุมชนยลวิถีตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่าริมน้ำจันทบูร ที่สะท้อนรากวัฒนธรรมผ่านวิถีการใช้ชีวิตและงานหัตถกรรมท้องถิ่น

ชุมชนต าบลเมืองที แห่งนี้เป็นเมืองเก่าแก่ จึงมีวัฒนธรรมและประเพณีอันเป็นอัตลักษณ์ของคนในชุมชนแห่งนี้ ได้แก่1. กำรมีภำษำถิ่น คือ ภำษำเขมรถิ่นไทย ที่เป็นภาษาที่ใช้พูดกันในท้องถิ่นแห่งนี้ ที่จะแสดงถึง เอกลักษณ์ ลักษณะความเป็นอยู่และวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่น ประชากรดั้งเดิมในจังหวัดสุรินทร์ ประกอบด้วย 3 กลุ่มชาติพันธุ์ คือ กูยหรือกวย เขมร และลาว นอกจากนี้ยังมีคนไทยและคนจีนซึ่งเป็นกลุ่มที่อพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาในภายหลัง โดยในปัจจุบันชุมชนต าบลเมืองทียังคงสื่อสารกันด้วยภาษาเขมรถิ่นไทย ซึ่งเด็กและเยาวชนมีความภาคภูมิใจในภาษาของตน และยังคงอนุรักษ์ส่งเสริมการใช้ภาษาถิ่นของชุมชนต่อไป2. กำรมีวิถีชีวิตชุมชนหรือกำรมีมำรยำททำงสังคมที่เป็นเอกลักษณ์ของคนในชุมชนแห่งนี้ เช่น การแสดงออกถึงความเคารพต่อกัน การช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ซึ่งกันและกัน การแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวที ยังคงใช้ชีวิตแบบชุมชนชนบท ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในการด าเนินชีวิต3. กำรแต่งกำย มีกำรแต่งกำยที่เป็นเอกลักษณ์นิยมการนุ่งผ้าไหมมีลายที่ เป็นเอกลักษณ์ ที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของชาวสุรินทร์ เช่น ผ้าอันปรม ผ้าโฮล สาคู สะมอ ตรูยสะแนก ระเบิก อันลูนญ์ซีม กระแนว (หางกระรอก) เกื้อะ และมีผ้าไหมอันแสดงถึงอัตลักษณ์ของคนในชุมชนต าบลเมืองที คือ “ผ้าไหมอ าปึลเชียงปุม” เป็นผ้าไหมลายอัตลักษณ์ที่มีความเชื่อมโยงถึงสิ่งส าคัญโดดเด่นของต าบลเมืองที ภายใต้แบรนด์เมืองที ซึ่งค าว่า “อ าปึล” แปลว่า มะขาม ซึ่งต้นมะขามนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “รุกขมรดกของแผ่นดิน” ในปี พ.ศ. 2560 และค าว่า “เชียงปุม” คือ ชื่อของเจ้าเมืองสุรินทร์คนแรก คือ พระยาสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวาง ซึ่งต าบลเมืองทีมีประวัติศาสตร์เกี่ยวเนื่องกับการก่อตั้งเมืองสุรินทร์ โดยบนผืนผ้าไหมอ าปึลเชียงปุมมีลวดลายอันประกอบด้วย ต้นมะขามลายศิลป์ ช้าง บายศรี ลายก้านขด ตะกร้าหวาย และทางรถไฟ ซึ่งบอกเล่าถึงความรักความผูกพัน วัฒนธรรมในชุมชน ที่เกี่ยวโยงกับวิถีชีวิต ความเชื่อ พิธีกรรมทางศาสนา การเคารพนับถือธรรมชาติ เส้นทางคมนาคที่เชื่อมโยงคนที่อยู่ห่างไกลเข้ามาใกล้ชิดกันเป็นเส้นทางที่น าพาความเจริญมาสู่ต าบลเมืองที4. ประเพณีและพิธีทำงศำสนำ เช่น มีกิจกรรมที่ปฏิบัติกันในวันส าคัญต่างๆ ซึ่งมีวัด เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชุมชนต าบลเมืองที และช่วยหล่อหลอมจิตใจของชุมชนต าบลเมืองทีให้มีความรักสมัครสมานสามัคคีกัน เป็นสถานที่ในการจัดกิจกรรมต่างๆทางศาสนาและประเพณีต่างๆ มาเป็นระยะเวลา อันยาวนานมาแล้ว เช่นซึ่งถือว่าเป็นศูนย์การเรียนรู้ทางวัฒนธรรมได้เช่นกัน เช่น ประเพณีวันลอยกระทง ซึ่งมีการเสี่ยงน้ าตาเทียน และพิธีท าบุญตักบาตรข้าวเม่า (ภาษาถิ่นเรียกว่า ประอ๊อกเปรี๊ยะแค) ในวันลอยกระทง ประเพณีสงกรานต์ (มีกิจกรรมเรือมตรด) ประเพณีแซนโฎนตา หรือการจัดกิจกรรมต่างๆ ทางศาสนา ประเพณีศาลเจ้าเมืองทีซึ่งถือว่าเป็นศูนย์การเรียนรู้ทางวัฒนธรรมได้เช่นกันปฏิทินประจ าปีเทศกาลและประเพณีท้องถิ่นชุมชนต าบลเมืองที
5. ศิลปกรรม เช่น งำนศิลปหัตถกรรม สถำปัตยกรรม ประยุกต์ศิลป์ เช่น การจักสานหวาย ผ้าไหมลวดลายพื้นเมืองต่างๆ ผ้าไหมลายอ าปึลเชียงปุม และปราสาทเมืองที6. กำรแสดงและกำรละเล่น เช่น เรือมอันเรหรือลูดอันเร (ร าสากหรือเต้นสาก) เป็นศิลปะการแสดงในหมู่ชาวไทยเชื้อสายเขมร ในจังหวัดสุรินทร์มีลักษณะคล้ายการละเล่นลาวกระทบไม้ของไทยเรือมตร๊ด (ร าตรุษสงกรานต์) เป็นการละเล่นในที่นิยมในจังหวัดสุรินทร์มาแต่โบราณ นิยมเล่นในเดือนเมษายนของทุกปี เพื่อพักผ่อนหย่อนใจ จะร้องร าไปตามหมู่บ้านทุกหลังคาเรือน เมื่อถึงบ้านใครเป็นธรรมเนียมเจ้าของบ้านจะออกมาต้อนรับและมอบจตุปัจจัยให้แก่ผู้เล่นเพื่อรวบรวมน าไปถวายวัดต้อไป กันตรึม เป็นรูปแบบของดนตรีพื้นเมืองที่นิยมกันมากในจังหวัดสุรินทร์ ใช้ภาษาเขมรในการขับร้อง ถือว่าเป็นแม่บทของเพลงพื้นบ้าน มีท่วงท านองที่โดดเด่นกระชับ นิยมเล่นในงามงคลต่างๆ7. อำหำรพื้นเมืองของคนในชุมชน เช่น ซันลอว์ตราวหรือละแวกะดาม(แกงปูนา), โบ๊ะโดง(น้ าพริกมะพร้าว), โบ๊ะตร๊อบ(น้ าพริกมะเขือเปราะ), อังแกบบอบ(กบยัดไส้) เป็นต้น๘. ขนมพื้นเมืองของคนในชุมชน เช่น อันซอมสเลิ๊กโดง(ข้าวต้มใบมะพร้าว), นมเนียล(ขนมเนียล), นมเนียงเล็ด(ขนมนางเล็ด), คะนอมจ๊อบ(ขนมเทียน), นมโชค(ขนมฝักบัว) เป็นต้น

ไฮไลต์การท่องเที่ยว

1. ชุมชนแห่งนี้ มีประวัติเกี่ยวเนื่องกับต้นก ำเนิดของเมืองสุรินทร์ ดังนี้พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง (ปุม) พระยาสุรินทร์ภักดี ฯ (ปุม) เจ้าเมืองประทายสมันต์ (เมืองสุรินทร์) ท่านแรก เป็นผู้วางรากฐานการก่อตั้งเมืองสุรินทร์ ในสมัยอยุธยามีชาวไทยพื้นเมืองกลุ่มหนึ่งที่เรียกตนเองว่าส่วยหรือกวยกรือกูย เป็นกลุ่มชนที่มีความรู้ความสามารถในการจับช้างป่ามาเลี้ยงไว้ใช้งานได้แบ่งกลุ่มมาตั้งถิ่นฐานอยู่หกพวกด้วยกัน ในเขตจังหวัดสุรินทร์ ต่อมาในปี พ.ศ.2302 มีช้างเผือกแตกโขลงออกจากเมืองหลวงหนีเข้าป่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 (สมเด็จพระที่นั่งสุริยามรินทร์) แห่งกรุงศรีอยุธยาได้โปรดเกล้า ฯ ให้ติดตามช้างเผือก เชียงปุมซึ่งเป็นหัวหน้าชาวส่วยที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านเมืองทีได้ช่วยเหลือในการติดตามช้างเผือก เชียงปุมจึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้เป็น หลวงสุรินทรภักดี ให้ปกครองหมู่บ้านเดิมขึ้นตรงต่อเมืองพิมายและหลวงสุรินทรภักดี (เชียงปุม) ได้ย้ายจากหมู่บ้านเมืองทีไปอยู่ที่บ้านคูประทายหรือบ้านประทายสมันต์ ต่อมาหลวงสุรินทร์ภักดี (เชียงปุม) ได้เป็นพระสุรินทร์ภักดีศรีรณรงค์จางวาง และยกบ้านคูประทายขึ้นเป็นเมืองประทายสมันต์พ.ศ. 2324 เมืองเขมรเกิดจลาจล เมืองประทายสมันต์ได้สมทบกับกองทัพหลวงไปช่วย ปราบปราม จึงมีชาวเขมรอพยพครอบครัวมาตั้งอยู่ในเขตเมืองประทายสมันต์เป็นจ านวนมาก พ.ศ.2329 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้โปรดเกล้า ฯ ให้เปลี่ยนชื่อ เมืองประทายสมันต์เป็นเมืองสุรินทร์ ตามสร้อยบรรดาศักดิ์ของเจ้าเมือง พ.ศ.2337 พระยาสุรินทรภักดี ฯ (เชียงปุม) เจ้าเมืองสุรินทร์ถึงแก่กรรม สิ่งที่น่าสนใจศึกษา และเรียนรู้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2527 เพื่อเป็นที่ระลึกถึงผู้สร้างเมืองคนแรก ซึ่งเป็น บุคคลส าคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ของเมืองสุรินทร์ อนุสาวรีย์นี้ตั้งอยู่ที่ทางเข้าเมืองสุรินทร์ อันเป็นการแสดงถึงความเก่งกล้าสามารถ ของท่านในการบังคับช้างศึกและเป็นเครื่องแสดงว่าสุรินทร์ เป็นเมืองช้างมาแต่ดึกด าบรรพ์รูปปั้นสะพายดาบคู่ อยู่บนหลังอันหมายถึงความเป็นนักรบความกล้าหาญ อันเป็นคุณสมบัติที่ตกทอดเป็นมรดกของคนสุรินทร์ในปัจจุบัน 2. ปรำสำทเมืองทีเคยเป็นศาสนสถาน ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ต าบลเมืองที ภายในบริเวณวัดจอมสุทธาวาส ปราสาทเมืองที เป็นปราสาทแบบเขมรที่ได้รับการดัดแปลงในสมัยหลังเช่นเดียวกับปราสาทศีขรภูมิ ปราสาทก่อด้วยอิฐฉาบปูน มี 5 หลัง สร้างรวมกันเป็นหมู่บนฐานเดียวกันหลังหนึ่งอยู่ตรงกลาง และอีก 4 หลังอยู่ที่มุมทั้ง 4 ปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 3 หลังซึ่งมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมไม้สิบสอง หลังกลางมีขนาดใหญ่สุด มีบันไดทางขึ้นทั้งสี่ด้าน ตัวเรือนธาตุตันทึบไม่มีประตูเนื่องจากการดัดแปลง หลังคาท าเป็นชั้นมี 3 ชั้นเลียนแบบตัวเรือนธาตุ ส่วนยอดบนหักหาย นับเป็นโบราณสถานเขมรอีกแบบหนึ่งที่นิยมสร้าง คือ มีปราสาทหลังังกลางเทียบเท่าเขาพระสุเมรุ และมีปรางค์มุมทั้งสี่ตามความเชื่อในลัทธิศาสนาพราหมณ์ แต่ไม่พบจารึกหรือลวดลายทางศิลปะที่สามารถบอกว่าสร้างขึ้นเมื่อใด ปราสาทเมืองที ประกอบด้วยปรางค์ 5 องค์ ก่อสร้างด้วยอิฐฉาบปูน ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน ปัจจุบันหักพังเหลือเพียง 3 องค์ คือ องค์กลาง องค์มุมด้านตะวันออกเฉียงเหนือ และองค์ด้านตะวันตกเฉียงใต้ องค์กลางมีขนาดใหญ่ที่สุด เนื่องจากการดัดแปลงในสมัยต่อ ๆ มา ส่วนยอดท าเป็นแบบตัวเรือนธาตุซ้อนกัน 3 3 ช ชั้น ส่วนบนหัก ที่เหลืออีก 2 2 อ องค์มีขนาดและลักษณะคล้ายคลึงกัน จากแผนผังและลักษณะทางสถาปัตยกรรมขององค์ปรางค์ที่มีลักษณะผอมเรียว ปราสาทเมืองทีจัดเป็นโบราณสถานศิลปะลาว ที่มีการสร้างขึ้นโดยคนในชุมชนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในสมัยอยุธยา ราวพุทธศตวรรษที่ 23-24 อายุสมัย นักวิชาการได้สันนิษฐานอายุสมัยของโบราณสถานแห่งนี้ 2 ประการ คือ 1. พิจารณาจากลักษณะทางสถาปัตยกรรมขององค์ปราสาทที่มีลักษณะผอมเรียวและจากประวัติศาสตร์เมืองที เมื่อสมัยอยุธยาตอนปลาย ปราสาทเมืองทีน่าจะสร้างและต่อเติมจากกลุ่มขอมและกูยที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณนี้เมื่อปลายสมัยอยุธยา และได้พยายามพลิกฟื้นความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรขอมในอดีต 2. โบราณสถานแห่งนี้แต่เดิมเคยเป็นศาสนสถานของวัฒนธรรมขอมโบราณมาก่อน ต่อมาสมัยอยุธยาตอนปลาย ได้ถูกต่อเติมโดยกลุ่มขอมและกูยที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน การเดินทาง ห่างจากตัวเมืองประมาณ 16 กิโลเมตร3. รุกขมรดกแห่งแผ่นดินในพื้นที่ของชุมชนได้รับการคัดเลือกต้นไม้ที่ทรงคุณค่า คือ ต้นมะขามลายศิลป์ ณ วัดจอมสุทธาวาส ต าบลเมืองที อ าเภอเมืองสุรินทร์ ที่ได้รับการคัดเลือก 1 ใ ใน 65 ต้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2560 ซึ่งต้นมะขามต้นนี้ อยู่หน้าโบสถ์วัดจอมสุทธาวาส มีเส้นรอบวงกว้าง 8 เมตร สูงกว่า 50 เมตร และมีอายุราว 300 ปีขึ้นไป จากประวัติเชื่อกันว่ามีการปลูกต้นมะขามนี้ ขึ้นมาพร้อมๆ กับการสร้างปราสาทเมืองที เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 23 ซึ่งอยู่ในบริเวณวัด
แชร์เนื้อหา: