ThaiVerse iconThaiVerse
ประเพณีไหว้ประแข (ปะ-แข) (เปรี๊ยะแค)
เทศการประเพณีไทย

ประเพณีไหว้ประแข (ปะ-แข) (เปรี๊ยะแค)

27 พ.ย. 2566
จันทร์ | 18:00 - 21:00 น.
วัดสามทอง ต.ตลิ่งชัน อ.เมืองสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี
สุพรรณบุรี

ข้อมูลงาน

เนื้อหาอธิบายถึงประวัติความเป็นมาของบ้านสามทองและวัดสามทองในอำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งก่อตั้งโดยชาวไทยเชื้อสายเขมรที่อพยพมาจากเมืองพระตะบอง ประเทศกัมพูชา โดยมีบุคคลสำคัญในการก่อตั้งหมู่บ้านและวัด ได้แก่ ตารส ตาสุข ยาทองมา หลวงตาทอง เถรทอง และนางสาวทองมา นอกจากนี้ยังให้รายละเอียดเกี่ยวกับประเพณีไหว้พระแข ซึ่งเป็นประเพณีสำคัญของท้องถิ่นที่วัดสามทองสืบทอดมา เป็นการบูชาพระจันทร์และเทวดาเพื่อพยากรณ์ปริมาณน้ำฝนและทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ โดยมีรากฐานมาจากประเพณีเขมรและจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 พิธีนี้ผสมผสานความเชื่อทางพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์เข้าด้วยกัน

วัน เวลา และสถานที่
บ้านสามทองและวัดสามทองตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 1 ตำบลตลิ่งชัน อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ประเพณีไหว้พระแขจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 หนังสือประเพณีไหว้พระแขจัดพิมพ์เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2562 และอาจารย์เจีย (ชา) ได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดสามทองเมื่อปี พ.ศ. 2435

รูปแบบและกิจกรรมภายในงาน
ประเพณีไหว้พระแข วัดสามทอง เป็นประเพณีสำคัญในท้องถิ่นที่นับถือธรรมชาติ จัดขึ้นเพื่อเป็นการบูชาพระจันทร์ (เปรี๊ยะแค ในภาษาเขมร) และเทวดา เพื่อพยากรณ์ปริมาณน้ำฝนของปีถัดไป และทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ เป็นประเพณีของชาวเขมรที่กำหนดจัดในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 เป็นประจำทุกปี โดยวัดสามทองสืบทอดประเพณีแบบราษฎร์ ซึ่งผสมผสานระหว่างพุทธศาสนากับศาสนาพราหมณ์ ถือเป็นสิริมงคลและเสริมสร้างความสามัคคีของคนในท้องถิ่น

  • พิธีหล่อเทียนไหว้พระแข: กำหนดให้ตรงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 หลังจากมีการทำบุญในตอนเช้าเสร็จสิ้น เวลาประมาณ 09.00 น. คณะกรรมการประกอบพิธีหล่อต้นเทียนไหว้พระแข จัดเตรียมอุปกรณ์ในการหล่อเทียน ได้แก่ ไม้ไผ่ น้ำตาเทียน ด้ายสายสิญจน์ เตาถ่าน และกาน้ำ คณะกรรมการดำเนินการหล่อต้นเทียน จำนวน 3 เล่ม แต่ละเล่มต้องมีน้ำหนัก 12 บาท (180 กรัม) หรือประมาณ 2 ขีด โดยเทียนที่นำมาหล่อนั้น ให้ใช้น้ำตาเทียนของปีที่ผ่านมา ผสมรวมกับน้ำตาเทียนที่ได้จากเทียนพรรษาที่พระสงฆ์ในวัดสามทอง ใช้ทำวัตรเช้า – เย็น เป็นหลัก นำมาเคี่ยวในกาน้ำที่เตรียมไว้ แล้วเทใส่กระบอกไม้ไผ่ที่เตรียมไว้ โดยใช้ด้ายที่ทำจากสำลี จำนวน 48 เส้น เป็นไส้เทียนในแต่ละเล่ม และตรึงไส้เทียนในกระไม้ไผ่ นำกระบอกไม้ไผ่ที่เตรียมไว้กรอกน้ำตาเทียนใส่ในกระบอกไม้ไผ่ ให้กรอกทีละน้อยๆ กรอกไปเรื่อยๆ จนเต็มกระบอกไม้ไผ่ เพื่อไม่ให้ต้นเทียนเป็นโพรง เมื่อเทียนเริ่มจับตัวเป็นแท่งแห้ง และแข็งตัวดีแล้ว ให้ค่อยๆ ผ่ากระบอกไม้ไผ่ออก ใช้มีดตกแต่ต้นเทียนให้สวยงาม และชั่งน้ำหนักเทียนให้ได้น้ำหนักตามที่กำหนด (การหล่อเทียนที่ได้น้ำหนักไม่ครบตามความต้องการ อาจจะต้องหล่อขึ้นมาใหม่ หรืออาจได้น้ำหนักที่มากเกินไป จะต้องเหลาเนื้อเทียนออกบ้างเป็นบางส่วน เพื่อให้เทียนทุกแท่งมีน้ำหนักที่เท่ากันตามที่กำหนด) เป็นอันเสร็จพิธีการหล่อต้นเทียน จำนวน 3 ต้น
  • การสร้างโรงพิธีหรือปะรำพิธี: คณะกรรมการจัดหาลานโล่งพื้นที่ภายในวัดที่สามารถมองเห็นพระจันทร์ได้อย่างชัดเจน เพื่อใช้กั้นเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์จัดทำโรงพิธีเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีแผงกั้นทั้ง 4 ทิศ ปักฉัตร ติดธง วางสายสิญจน์ล้อมรอบ ประดับไฟให้สวยงาม ตรงกลางจัดทำเป็นซุ้มเรือนแก้ว ชั้นยกสูงสำหรับตั้งพระพุทธรูป 1 องค์ ด้านหน้ายกพื้นสูงประมาณ 1 ศอก เป็นที่วางอาสนสงฆ์ไว้สำหรับพระสงฆ์นั่งสวดมนต์ตอนทำพิธี (การวงสายสิญจน์ ให้เริ่มวงจากพระพุทธรูปที่ประทับอยู่ในซุ้มเรือนแก้วกลางปะรำพิธี จากนั้นโยงสายสิญจน์ไปที่พุทธรูปที่ประทับบนโต๊ะหมู่บูชาแล้วเวียนขวารอบปะรำพิธี โยงไปที่โครงเทียน และเวียนไปจบที่พระพุทธรูปบนโต๊ะหมู่บูชาในปะรำพิธีอีกครั้ง) ด้านหน้าอาสนสงฆ์ปูเสื่อไว้สำหรับเป็นที่นั่งของประชาชนที่มาร่วมพิธี นั่งฟังพระสงฆ์สวดมนต์ และส่วนหนึ่งใช้เป็นสถานที่รองรับข้าวหลามจากชาวบ้าน ที่นำมาร่วมพิธี โดยใสในกระบุงหรือเข่งภายในโรงพิธีที่จัดเตรียมไว้ ทั้งนี้ โรงพิธีจะต้องมีประตูเข้าออก ทั้ง 4 ทิศ
  • การสร้างโครงเทียนและการประกอบพิธีสงฆ์: ด้านทิศตะวันออกของโรงพิธี (ด้านนอก) ห่างจากโรงพิธีประมาณ 3 เมตร สร้างโครงเทียนด้วยไม้ไผ่ 2 ลำปักเป็นหลักและมีไม้ไผ่เป็นคานสำหรับปักต้นเทียนที่หล่อไว้ 3 เล่ม ชาวบ้านเตรียมเครื่องบูชา (ข้าวเม่า กล้วย ส้ม ข้าวหลาม) ไปวัด เวลาประมาณ 20.30 น. เริ่มแสดงมหรสพ จนถึง 23.30 น. พระสงฆ์ขึ้นสู่อาสนะสงฆ์และเริ่มสวดมนต์ (5 ตอน) เมื่อสวดบทมงคลจักวาฬใหญ่จบ จะเชิญพราหมณ์ผู้ประกอบพิธี 3 ท่าน (สวมชุดขาว เป็นผู้อาวุโสหรือผู้ถือศีล) จุดเทียน 3 ต้น ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนช่วงเวลาในฤดูฝน (ต้นฤดูฝน กลางฤดูฝน ปลายฤดูฝน) พราหมณ์จะหมุนคานเทียน 3 รอบ สังเกตน้ำตาเทียนที่หยดลงในภาชนะเพื่อพยากรณ์ปริมาณน้ำฝน (น้ำตาเทียนไหลต่อเนื่อง = ฝนดี, ไหลน้อย = ฝนน้อย, ลุกไหม้โชติช่วง = ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ลมแรง) และชั่งน้ำหนักน้ำตาเทียนเพื่อสรุปผล เมื่อพระสวดบทภาณสูรย์ ภาณจันทร์ และเจริญมงคลคาถาจบ พระสงฆ์จะหว่านข้าวเม่า กล้วย และส้ม (หมายถึงฝนและลูกเห็บ) ให้ชาวบ้านเก็บไปรับประทานเพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นกรวดน้ำ รับพรพระ และกราบพระสงฆ์ เป็นอันเสร็จพิธีไหว้พระแข

เอกลักษณ์และจุดเด่น
บุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับบ้านสามทองและวัดสามทอง ได้แก่ นายเกรียงศักดิ์ โกลากุล (ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้จัดพิมพ์หนังสือ), ชาวไทยเชื้อสายเขมรจากเมืองพระตะบอง ประเทศกัมพูชา (ผู้อพยพมาตั้งถิ่นฐาน), ตารส ตาสุข และยาทองมา (สามพี่น้องผู้ก่อตั้งบ้านสามท้อง), หลวงตาทอง (พระภิกษุรูปแรกที่เป็นเจ้าอาวาส), เถรทอง (ผู้มีความรู้ด้านไสยศาสตร์), นางสาวทองมา (ผู้ร่วมสร้างวัดสามทอง), อาจารย์เจีย (ชา) (เจ้าอาวาสวัดสามทองตั้งแต่ พ.ศ. 2435), พราหมณ์และพระสงฆ์ (ผู้ประกอบพิธีไหว้พระแขแบบราษฎร์), และ ตรีสุวรรณ (ผู้แต่งบทกวีเกี่ยวกับประเพณีไหว้พระแข)

แผนที่และการเดินทาง

วัดสามทอง ต.ตลิ่งชัน อ.เมืองสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี, สุพรรณบุรี

โดย ThaiVerse 00—การดู 8 ครั้ง—0 แชร์

แชร์เนื้อหา: